
กสทช.ซัดกันนัว ประชุมล่มครั้งที่ 11 ใครเล่นเกมการเมือง
“นพ.สรณ” ตั้งคำถาม ใครเล่นเกมการเมือง ด้าน 3 กรรมการ กสทช. โต้ ไม่จริง จี้สอบปมเซ็นงบยูโซ่ 5.4 พันล้าน ถามกลับ นพ.สรณ งดประชุมได้หรือไม่
การประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ครั้งที่ 25/2569 ล่มเป็นครั้งที่ 11 ที่มาพร้อมบรรยากาศโต้กันของ กสทช. 2 ฝั่ง ที่ถูกจับตาว่า นี่คือ เกมการเมือง หรือ ความถูกต้อง
สำหรับกำหนดประชุมกสทช.เริ่มตั้งแต่เวลา 09.30 น. ณ อาคารอำนวยการสำนักงาน กสทช. บรรยากาศเป็นไปด้วยความเงียบเหงา ต่อมาเวลา 09.39 น. ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ได้เดินทางเข้าห้องประชุม
โดยนายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการเลขาธิการ และรองเลขาธิการ กสทช. ได้รายงานต่อที่ประชุมว่า ได้รับทราบการลาประชุมของ พล.ต.อ.ดร.ณัฐธร เพราะสุนทร และนายต่อพงศ์ เสลานนท์ เนื่องจากติดราชการ ในขณะที่ รศ.ดร.สมภพ ภูริวิกรัยพงศ์ แจ้งว่าไม่อาจเข้าร่วมประชุมได้ ส่งผลให้องค์ประชุมไม่ครบตามระเบียบ
ต่อมา ประธาน กสทช. ได้สอบถามถึงวาระเร่งด่วน โดยทางสำนักงาน กสทช. รายงานว่าตั้งแต่ช่วงวันที่ 21 กรกฎาคมที่ผ่านมา นางสาวพิรงรอง รามสูต กรรมการ กสทช. ได้ทำหนังสือเร่งรัดวาระสำคัญรวม 22 วาระ อาทิ โครงการดาวเทียม, โรดแมพทีวีดิจิทัล, และการเดินสายเคเบิลใต้น้ำของบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นต้น
กระทั่งเวลาประมาณ 10.02 น. เนื่องจากองค์ประชุมยังคงไม่ครบถ้วน ประธาน กสทช. จึงมีความจำเป็นต้องสั่งปิดการประชุมและ “งด” การประชุมในวันดังกล่าว พร้อมทั้งเลื่อนกำหนดนัดหมายใหม่ออกไปเป็นวันที่ 23 กันยายน 2569
ภายหลังการเลื่อนประชุม นพ.สรณ เปิดเผยว่า ตนยังคงดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. ตามกฎหมาย และมีหน้าที่โดยตรงในการกำหนดวันและวาระการประชุม ซึ่งปัญหาองค์ประชุมลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในช่วงปลายปี 2566
อย่างไรก็ตาม ในฐานะประธานองค์กรไม่อาจละเลยการปฏิบัติหน้าที่ได้ จึงขอเชิญชวนบอร์ด กสทช. ทุกท่านมาร่วมมือกันแก้ไขปัญหา อย่าทำให้องค์กรอิสระแห่งนี้กลายเป็นสนามแข่งขันทางการเมือง
เนื่องจากยังมีวาระสำคัญของประเทศที่ต้องร่วมกันตัดสินใจอีกมาก เช่น อนาคตของทีวีดิจิทัลและอัตลักษณ์ทีวีไทย, โครงการดาวเทียม, สายสื่อสาร, โครงการ USO, ตลอดจนประเด็นโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่อย่าง Data Center และ AI
นพ.สรณ กล่าวเพิ่มเติมถึงประเด็นทางกฎหมายและคำสั่งศาลปกครองที่มีกำหนดนัดไต่สวนนัดแรกในวันที่ 21 กันยายนนี้ว่า ตนจะเดินทางไปศาลด้วยตนเอง ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในคดีลักษณะนี้ โดยอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมร่วมกับทีมทนายความ พร้อมทั้งยอมรับว่ากำลังหารือเรื่องการถอนคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราว
ทั้งนี้ ประธาน กสทช. ได้ทิ้งท้ายฝากประเด็นให้สื่อมวลชนช่วยทำหน้าที่สืบสวนสอบสวนเชิงลึกว่า ตนปฏิบัติหน้าที่มาแล้ว 4 ปีครึ่ง และเหลือวาระการทำงานอีกเพียง 1 ปีครึ่ง โดยยืนยันว่าไม่ได้ทำความผิดหรือทุจริตใดๆ แต่กลับมีความพยายามเร่งรัดอย่างหนักเพื่อให้ตนพ้นจากตำแหน่ง
จึงฝากให้สังคมร่วมกันตั้งคำถามและวิเคราะห์ว่า ท่ามกลางจุดเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของภูมิทัศน์เทคโนโลยี ทั้ง Broadcasting, Telecom, Satellite, Digital Data Center และ AI ในประเทศไทย การที่ตนยังคงนั่งอยู่ในตำแหน่งนี้ไปขัดขวางผลประโยชน์ของใคร หรือกลุ่มทุนใดจะได้รับประโยชน์จากการพ้นจากตำแหน่งของตนเอง
จี้สอบ “นพ.สรณ” ปมยูโซ่ 5.4 พันล้าน
ด้าน 3 กสทช. นางสาวพิรงรอง รามสูต กรรมการด้านกิจการโทรทัศน์, พล.อ.ท.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ กรรมการด้านกิจการกระจายเสียง และ นายศุภัช ศุภชลาศัย กรรมการด้านเศรษฐศาสตร์ ชี้แจงว่า ประธาน กสทช. จงใจนัดประชุมในช่วงที่ทราบว่ากรรมการท่านอื่นติดภารกิจ ทำให้องค์ประชุมไม่ครบ
โดยยืนยันว่าการใช้สิทธิ์ลาประชุมเป็นไปตามกฎหมาย ไม่ใช่การ "ขาดประชุม" หรือละเลยหน้าที่
นางสาวพิรงรอง ระบุว่า การนัดประชุมของประธาน กสทช. หลายครั้งที่ผ่านมา มักเกิดขึ้นในลักษณะที่ทราบดีอยู่แล้วว่ากรรมการบางท่านติดภารกิจหรือเดินทางไปต่างประเทศ แต่ยังคงดึงดันนัดประชุม จนทำให้องค์ประชุมไม่ครบ
ก่อนจะถูกนำไปกล่าวอ้างว่ากรรมการเสียงข้างมาก "ขาดประชุม" ซึ่งไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เนื่องจากตามข้อกฎหมาย คำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุด และ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ การลาประชุมด้วยเหตุผลทางกฎหมายหรือภารกิจถือเป็นสิทธิชอบธรรม
และไม่สามารถนำมาใช้เป็นข้ออ้างว่าบอร์ดชุดดังกล่าวละเลยการปฏิบัติหน้าที่ได้ พร้อมยืนยันว่าการใช้สิทธิลาหรือทักท้วงวาระต่างๆ ไม่มีเจตนาขัดขวางการทำงาน แต่ต้องการให้ทุกกระบวนการโปร่งใสและถูกต้องตามระเบียบราชการ
ด้าน พล.อ.ท.ธนพันธุ์ เปิดเผยถึงข้อสังเกตในโครงการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ชนบท (โครงการยูโซ่ 3) จำนวน 5 สัญญา มูลค่ากว่า 5,400 ล้านบาท ซึ่งผ่านการอนุมัติจากบอร์ดเดิมมาตั้งแต่ปี 2564 และปัจจุบันสำนักงานต้องเป็นผู้ดำเนินการต่อ
ทว่ากลับมีข้อสงสัยเรื่องวงเงินเกินกว่า 200 ล้านบาท ที่จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้มีอำนาจกำกับดูแลอย่างเคร่งครัด ทางฝ่ายเลขาธิการและคณะทำงานจึงต้องทำหนังสือสอบถามไปยังสำนักงานเพื่อความโปร่งใส ป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบทางกฎหมายและความน่าเชื่อถือขององค์กรในอนาคต
พร้อมยืนยันว่า 3 กสทช. ไม่เคยมีปัญหาส่วนตัวใดใด กับ นพ.สรณ เพียงแต่ต้องทำตามกฎหมายเหตุใดนพ.สรณ ไม่ยอมทำเพื่อส่วนรวม โดยอาจจะไม่เข้าร่วมประชุม และปล่อยให้กรรมการที่เหลืออยู่ 6 คน เพื่อให้วาระต่างๆได้รับการพิจารณาและไปต่อได้ ไม่ใช่มากล่าวอ้าง ว่าที่วาระค้าง เป็นเพราะกรรมการ 3 คน







