posttoday
เอกนิติ จับมือเอกชน ดันลงทุนเป็นตัวนำ เร่ง GDP โต 5% พาไทยสู่รายได้สูงปี 80

เอกนิติ จับมือเอกชน ดันลงทุนเป็นตัวนำ เร่ง GDP โต 5% พาไทยสู่รายได้สูงปี 80

04 กันยายน 2569

รัฐบาลจับมือเอกชนวางลงทุนเป็นเครื่องยนต์หลัก ตั้งเป้า GDP โตเฉลี่ย 5% ต่อปี ดัน GDP ต่อหัวแตะ 15,000 ดอลลาร์ภายในปี 2580

KEY

POINTS

  • รัฐบาลและเอกชนตั้งเป้าหมายร่วมกันผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2580
  • ใช้นโยบายการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยการลงทุน (Investment-led Growth) เพื่อเร่งให้ GDP ขยายตัวเฉลี่ยปีละ 5%
  • ภาครัฐจะทำหน้าที่สนับสนุนและปลดล็อกอุปสรรค ขณะที่ภาคเอกชนจะเป็นผู้บุกเบิกการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย

ทุกประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของเศรษฐกิจโลก ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ การค้า และทิศทางเงินทุนที่ไหลสู่อาเซียน รัฐบาลมองเป็นจังหวะสำคัญที่ไทยต้องเร่งคว้าโอกาส โดยมี การลงทุน เป็นเครื่องยนต์หลัก ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาว

 

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า รัฐบาลและภาคเอกชนมีเป้าหมายร่วมกันที่จะผลักดันประเทศไทยก้าวสู่ ประเทศรายได้สูงภายในปี 2580 ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยการลงทุน (Investment)เป็นตัวนำ และต้องใช้เวลาในการคว้าโอกาสแบบค่อยเป็นค่อยไป พร้อมตั้งเป้าให้เศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ย 5% ต่อปี เพื่อยกระดับรายได้ต่อหัวของประชากรไทย จากปัจจุบันประมาณ 8,000-9,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี ไปแตะ 15,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือประมาณ 490,000 บาทต่อคนต่อปี ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ไทยต้องเร่งสร้างการเติบโตในระยะยาว

 

โดยแนวทางดังกล่าวต้องอาศัยเวลาและการเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง เพราะการยกระดับประเทศไม่ได้เกิดขึ้นจากมาตรการระยะสั้นเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ดึงการลงทุนใหม่ และสร้างอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูงเข้ามาในประเทศ

 

รัฐบาลวางยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภายใต้แนวคิด Investment-led Growth หรือการเติบโตที่มีการลงทุนเป็นตัวนำ โดยเปรียบการทำงานระหว่างรัฐและเอกชนเป็นเหมือนทีมฟุตบอล

 

โดยมีภาคเอกชนจะเป็น “กองหน้า” ทำหน้าที่บุกและสร้างรายได้ให้ประเทศ ผ่าน 7 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ เกษตรมูลค่าสูง อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ยานยนต์สมัยใหม่ ศูนย์กลางทางการแพทย์ การค้าและการลงทุน การท่องเที่ยวคุณภาพ และค้าส่งค้าปลีก

 

ส่วนภาครัฐจะทำหน้าที่เป็น “กองกลาง” คอยจ่ายบอลและปลดล็อกอุปสรรคให้ภาคธุรกิจ ทั้งด้านการลงทุน การค้าและ SME การพัฒนาทักษะแรงงาน รวมถึงการปรับกฎหมายและกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ

 

ขณะที่ “กองหลัง” จะเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อดูแลเสถียรภาพทางการเงินและรักษาวินัยการคลังให้แข็งแรง เพราะความเชื่อมั่นของนักลงทุนจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อพื้นฐานด้านการเงินและการคลังของประเทศมีความมั่นคง

 

“รัฐบาลและภาคเอกชนมีเป้าหมายร่วมกัน โดยให้การลงทุนเป็นตัวนำ เพื่อสร้างโอกาสใหม่และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกที่ต้องใช้เวลาและเดินหน้าอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทั้งการดึงการลงทุนใหม่ สร้างอุตสาหกรรมมูลค่าสูง และปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้เติบโตต่อเนื่อง เพื่อยกระดับรายได้และพาไทยสู่ประเทศรายได้สูงภายในปี 2580”

 

นอกจากยุทธศาสตร์ระยะยาว รัฐบาลยังเตรียมเร่งเครื่องผ่านแผน Quick Big Win โดยผนึกความร่วมมือกับภาคเอกชนและจัดตั้ง 5 คณะทำงาน เพื่อเชื่อมการทำงานของภาครัฐกับภาคธุรกิจเข้าด้วยกัน และยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยให้เห็นผลเป็นรูปธรรมในช่วง 4 ปี 

 

แนวคิดสำคัญคือ เปลี่ยนจากการประชุมหารือไปสู่การลงมือทำ ให้ภาครัฐและเอกชนทำงานร่วมกัน แก้ปัญหาเป็นรายเรื่อง และติดตามผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มาตรการที่ออกมาเห็นผลจริงต่อเศรษฐกิจ

 

ทั้งนี้ ต้องแยกให้ชัดว่า 5 คณะทำงาน ดังกล่าวเป็นกลไกในการจัดทำแผน Quick Big Win ขณะที่ 5 เสาหลัก 1 ฐานราก เป็นกรอบนโยบาย Quick Big Win ที่กระทรวงการคลังใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ซึ่งประกอบด้วยการกระตุ้นเศรษฐกิจและท่องเที่ยว การแก้หนี้ประชาชน การเพิ่มสภาพคล่องให้ SME การเพิ่มการออม และการลงทุนเพื่ออนาคต โดยมีวินัยการเงินการคลังเป็นฐานราก


สำหรับภาคการลงทุน พบว่า สัญญาณการลงทุนเริ่มเห็นชัดขึ้น โดยยอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของ BOI ในไตรมาส 1/2569 เพิ่มขึ้น 10% และไตรมาส 2/2569 เพิ่มขึ้น 14.4% ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดในรอบ 13 ปี

 

ขณะที่ความแข็งแกร่งด้านการเงินและการคลังช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ ส่งผลให้มีเงินทุนต่างชาติไหลเข้าตลาดหุ้นไทยมากกว่า 70,000 ล้านบาท และดัชนีตลาดหุ้นขยับจากประมาณ 1,300 จุดขึ้นมาแตะ 1,600 จุด แม้ตลาดพันธบัตรโลกยังมีความผันผวนสูง

 

รัฐบาลจึงต้องการรักษาความเชื่อมั่นดังกล่าวไว้ พร้อมเดินหน้าปลดล็อกข้อจำกัดด้านการลงทุน เพื่อให้เงินทุนที่เข้ามาไม่ใช่เพียงเงินในตลาดการเงิน แต่เปลี่ยนเป็นการลงทุนจริง สร้างโรงงาน ธุรกิจใหม่ การจ้างงาน และรายได้ให้กับประเทศ


อีกกลไกสำคัญคือการจัดตั้ง คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน หรือ JPBC โดยปรับจากแนวคิดเดิมที่เน้นการหารือ มาเป็นการทำงานที่เน้น Action-oriented หรือมุ่งลงมือแก้ปัญหาร่วมกัน รัฐบาลจะติดตามผลอย่างต่อเนื่อง และกำหนดให้มีการรายงานความคืบหน้าทุก 2 เดือน เพื่อให้แต่ละโครงการเดินหน้าได้จริง ไม่จบเพียงข้อเสนอหรือมติจากที่ประชุม

 

ขณะที่ในเวทีโลก ไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF-WBG Annual Meetings วันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 เพื่อแสดงศักยภาพของประเทศ พร้อมจัด Thailand Pavilion ในวันที่ 13 ตุลาคม นำเสนอหลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ตามพระราชดำรัส “ระเบิดจากข้างใน” ที่มุ่งเน้นการพัฒนา “คน” ให้เข้มแข็งจากภายในชุมชน สู่สายตานานาชาติ

 


 

ข่าวล่าสุด

SET ฟื้นตัวในกรอบ 1,570-1,587 จุด จับตาจ้างงานสหรัฐฯ ชู BDMS หุ้นเด่น

SET ฟื้นตัวในกรอบ 1,570-1,587 จุด จับตาจ้างงานสหรัฐฯ ชู BDMS หุ้นเด่น