posttoday
ถอดบทเรียน 15 ปี ทิม คุก ดันหุ้น Apple พุ่ง 2,275% โยนโจทย์หิน CEO ใหม่

ถอดบทเรียน 15 ปี ทิม คุก ดันหุ้น Apple พุ่ง 2,275% โยนโจทย์หิน CEO ใหม่

01 กันยายน 2569

ทิม คุก ก้าวลงจากตำแหน่งซีอีโอ Apple อย่างเป็นทางการ ส่งไม้ต่อให้กับ จอห์น เทอร์นัส พร้อมทิ้งทวนผลงานระดับมาสเตอร์พีซในการปั้นหุ้น Apple ให้พุ่งทะยานกว่า 2,275%

KEY

POINTS

  • ทิม คุก อำลาตำแหน่งพร้อมสถิติดันราคาหุ้น Apple พุ่งกว่า 2,275% และเพิ่มมูลค่าบริษัทจนกลายเป็นอาณาจักรธุรกิจมูลค่ามหาศาลถึง 4.6 ล้านล้านดอลลาร์ในปัจจุบัน
  • ซีอีโอใหม่ จอห์น เทอร์นัส เตรียมรับแรงกดดันทันทีในสัปดาห์หน้า กับอีเวนต์ใหญ่ที่คาดว่าจะมีการเปิดตัว iPhone จอพับ
  • นักวิเคราะห์คาดว่า Apple ยุคใหม่ต้องอัดฉีดเงินลงทุนด้าน R&D และการควบรวมกิจการ (M&A) มากขึ้นเพื่อพลิกเกมในตลาดเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

 

บริษัท แอปเปิล อิงก์ (Apple Inc.) ก้าวเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ เมื่อ ทิม คุก (Tim Cook) ส่งไม้ต่อให้ จอห์น เทอร์นัส (John Ternus) ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) อย่างเป็นทางการเมื่อวันอังคารที่ 1 กันยายน 2026

 

ปิดฉากเส้นทางการทำงานอันยาวนานของคุก ผู้ผลักดันให้ Apple กลายเป็นแบรนด์ทรงอิทธิพลระดับโลกและเป็นหนึ่งในหุ้นที่สร้างผลตอบแทนแข็งแกร่งที่สุดในตลาด

 

ถอดบทเรียน 15 ปี ทิม คุก ดันหุ้น Apple พุ่ง 2,275% โยนโจทย์หิน CEO ใหม่

 

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2011 ทิม คุก ก้าวขึ้นมารับตำแหน่งต่อจากผู้ก่อตั้งระดับตำนานอย่าง สตีฟ จ็อบส์ นับตั้งแต่นั้นมาราคาหุ้นของ Apple ก็พุ่งทะยานขึ้นถึง 2,275% จากตอนที่เขาเข้ามารับช่วงต่อซึ่งบริษัทมีมูลค่าตามราคาตลาด (Market Cap) ไม่ถึง 3.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

คุกได้ปลุกปั้น Apple ให้เติบโตเป็นอาณาจักรธุรกิจมูลค่ามหาศาลถึง 4.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมขยายแหล่งรายได้ใหม่ๆ ให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น ทั้ง Apple Watch, AirPods และกลุ่มบริการทางการเงิน

 

คริส บริกาที (Chris Brigati) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ SWBC ให้ความเห็นว่า "สตีฟ จ็อบส์ สร้างมาตรฐานไว้สูงมากก่อนจากไป แต่ทิม คุก ก็ทิ้งมาตรฐานที่สูงไม่แพ้กันไว้ให้ผู้บริหารรุ่นต่อไป แม้ความสำเร็จของเขาจะมาในรูปแบบที่ต่างออกไปก็ตาม โดยเฉพาะวิสัยทัศน์ในการสร้างกลไกใหม่ๆ เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของบริษัท"

 

"ผลงานในฐานะซีอีโอของเขานั้นยอดเยี่ยมมาก ผู้ถือหุ้นต่างได้รับผลตอบแทนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ซึ่งน่าจะมากกว่าที่หลายคนคาดคิดไว้ตอนที่เขาเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งใหม่ๆ เสียด้วยซ้ำ"

 

ถอดบทเรียน 15 ปี ทิม คุก ดันหุ้น Apple พุ่ง 2,275% โยนโจทย์หิน CEO ใหม่

บททดสอบแรกของ "จอห์น เทอร์นัส"

 

เทอร์นัสต้องรับมือกับบททดสอบสำคัญในสัปดาห์หน้า ในงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ที่หลายฝ่ายต่างจับตาว่า Apple อาจเผยโฉม iPhone รุ่นจอพับได้ รวมถึงการอัปเดตไลน์สินค้าอื่นๆ

 

บริกาทีให้ความเห็นว่า "โจทย์ใหญ่ของเทอร์นัสคือการผสานแนวทางของ สตีฟ จ็อบส์ และ ทิม คุก เข้าด้วยกัน นั่นคือการนำสไตล์การบริหารที่มั่นคงและเป็นระบบของคุก มาจับคู่กับ นวัตกรรมล้ำยุคและการเติบโตแบบก้าวกระโดดในยุคของจ็อบส์"

 

หากพิจารณาผลตอบแทนรวมเงินปันผล ผลงานของหุ้น Apple ในยุคของคุกถือว่าโดดเด่นอย่างมาก โดยราคาหุ้นพุ่งทะยานถึง 2,736% ตลอดการดำรงตำแหน่งของเขา เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันที่ดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้น 769% (รวมเงินปันผล) และดัชนี Nasdaq 100 ซึ่งเน้นหุ้นเทคโนโลยี ปรับตัวขึ้น 1,512%

 

แม้ตัวเลขนี้จะหนุนให้ Apple ติดโผ 40 หุ้นที่ทำผลงานดีที่สุดในดัชนี S&P 500 ในช่วงเวลาดังกล่าว แต่ก็ยังตามหลัง Nvidia ที่พุ่งทะยานทะลุ 72,000%

 

นอกจากนี้ยังมีหุ้นบิ๊กเทค (Big Tech) อีกหลายตัวที่ทำผลงานได้ดีกว่า Apple ในยุคของคุก เช่น Tesla และ Broadcom 

 

อัลเลน บอนด์ (Allen Bond) กรรมการผู้จัดการและผู้จัดการพอร์ตโฟลิโอจาก Jensen Investment Management หนึ่งในผู้ถือหุ้นของ Apple กล่าวสรุปว่า

 

"ผลงานชิ้นสำคัญที่คุกสร้างไว้ คือการเป็นผู้นำที่มั่นคง ซึ่งไม่ได้หมายถึงแค่วาระการทำงานที่ยาวนาน แต่ยังรวมถึงการนำทัพบริษัทให้ก้าวผ่านช่วงเวลาที่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงมาได้"

 

ถอดบทเรียน 15 ปี ทิม คุก ดันหุ้น Apple พุ่ง 2,275% โยนโจทย์หิน CEO ใหม่


เติบโตชั่วโมงละ 32 ล้านเหรียญ 

 

ท่ามกลางกระแสความกังวลของนักลงทุนที่มีต่อเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) หุ้น Apple เปรียบเสมือน 'หลุมหลบภัย' หลายคนมองว่าปลอดภัยจากความผันผวน แม้ในช่วงที่ผ่านมา บริษัทกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI อย่าง Micron Technology Inc. และ Seagate Technology Holdings Plc จะทำผลงานได้โดดเด่นแซงหน้าไปแล้วก็ตาม

 

ทว่าล่าสุดสถานการณ์กลับพลิกผัน เมื่อผลตอบแทนของหุ้น Apple เมื่อเทียบกับดัชนี S&P 500 ในรอบ 40 วันที่ผ่านมา ปรับตัวลดลงจนติดลบเป็นครั้งแรกในรอบกว่าทศวรรษ

 

อย่างไรก็ดี หากมองภาพรวมในระยะยาว ความสำเร็จของ Apple ยังคงแข็งแกร่ง โดย วัมซี โมฮาน (Wamsi Mohan) นักวิเคราะห์จาก Bank of America ระบุในรายงานเมื่อวันที่ 20 สิงหาคมที่ผ่านมาว่า

 

"ตลอดระยะเวลาเกือบ 15 ปีภายใต้การนำของ ทิม คุก Apple สามารถสร้างมูลค่าตามราคาตลาด (Market Cap) เพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึง 32 ล้านดอลลาร์สหรัฐในทุกๆ 1 ชั่วโมง"

 

ผลงานดังกล่าวผลักดันให้ Apple จารึกสถิติเป็นบริษัทแรกของโลกที่มีมูลค่าตลาดทะลุ 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และผงาดขึ้นครองแชมป์บริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลกมาแล้วหลายยุคสมัย

 

ปัจจุบัน หุ้น Apple มีสัดส่วนน้ำหนักในดัชนี S&P 500 สูงถึง 7.1% ก้าวกระโดดจากระดับไม่ถึง 3.3% ในปี 2011 และเพิ่งทำสถิติมีสัดส่วนน้ำหนักสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึงเกือบ 7.9% ไปเมื่อเดือนก่อน

 

ในด้านผลประกอบการ ทิม คุก ยังคงโชว์ฝีมือบริหารและรักษาการเติบโตของรายได้รวมไว้อย่างเหนียวแน่น จากปีงบประมาณ 2012 ซึ่งเป็นปีแรกที่เขาก้าวขึ้นมารับตำแหน่งซีอีโอเต็มตัว บริษัทมีรายได้อยู่ที่ 1.57 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ก่อนจะทะยานแตะ 4.16 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในรอบปีล่าสุด

 

นอกจากนี้ ยังมีการคาดการณ์ว่าเมื่อปิดงบประมาณปี 2026 ในช่วงสิ้นเดือนกันยายนนี้ รายได้รวมของ Apple จะพุ่งทะลุไปถึงระดับ 4.77 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

ถอดบทเรียน 15 ปี ทิม คุก ดันหุ้น Apple พุ่ง 2,275% โยนโจทย์หิน CEO ใหม่

 

Apple กับโจทย์ใหญ่บนสมรภูมิ AI

 

ปัจจุบัน ‘ธุรกิจบริการ’ (Apple Services) ได้ก้าวขึ้นมาเป็นเครื่องยนต์สำคัญที่ขับเคลื่อนการเติบโตของ Apple อย่างเต็มตัว ข้อมูลจาก Bloomberg ชี้ว่าในปีงบประมาณ 2025 ธุรกิจกลุ่มนี้ทำรายได้ทะลุ 1.09 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนกว่า 1 ใน 4 ของรายได้รวมทั้งหมด

 

ซึ่งพุ่งทะยานอย่างก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับปี 2013 ที่เคยทำรายได้เพียง 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 9.4% ของรายได้บริษัทเท่านั้น

 

แม้ภายใต้การกุมบังเหียนของ ทิม คุก Apple จะประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามในการปั้นโปรดักต์อย่าง AirPods และ Apple Watch ให้ฮิตติดตลาด แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีอีกหลายโครงการที่ผลงานยังไม่เข้าเป้า

 

ไม่ว่าจะเป็นแว่นตาอัจฉริยะ Vision Pro หรือโครงการพัฒนารถยนต์ไร้คนขับที่จำต้องพับแผนไปในที่สุด ปัจจัยเหล่านี้ทำให้หลายฝ่ายเริ่มตั้งข้อสังเกตว่า Apple อาจกำลังสูญเสียจุดแข็งด้านนวัตกรรม

 

ยิ่งไปกว่านั้น ในมุมมองของกลุ่มนักลงทุน ความล่าช้าในการขยับตัวรุกตลาด AI ยังถูกประเมินว่าเป็นการพลาดโอกาสทางธุรกิจครั้งมโหฬาร

 

บอนด์ให้มุมมองทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า "การเปิดเกมรุกในตลาดบริการคือผลงานชิ้นโบแดงของ ทิม คุก เพราะนี่คือแหล่งรายได้ต่อเนื่องที่ให้อัตรากำไรสูงและเติบโตเร็วที่สุดของ Apple"

 

"แต่ในขณะเดียวกัน จุดอ่อนสำคัญที่สุดของเขากลับเป็นเรื่อง AI ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราเริ่มเห็นสัญญาณการปูทางให้ผู้บริหารสายวิศวกรรมและพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่าง เทอร์นัส (Ternus) ก้าวขึ้นมาเตรียมรับไม้ต่อในอนาคต"

 

เร่งเครื่อง R&D และดีล M&A เต็มสูบ

 

ผลงานชิ้นโบแดงที่ ทิม คุก ฝากไว้เป็นมรดกสำคัญของ Apple คือกลยุทธ์การซื้อหุ้นคืน (Stock Buybacks) ที่ส่งผลให้ปริมาณหุ้นจดทะเบียนของบริษัทลดลงเกือบ 45% จากจุดสูงสุดในปี 2012 จนแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 1998

 

โดยสถิติระบุว่า นับตั้งแต่ปีงบประมาณ 2012 จนถึงไตรมาสแรกของปี 2026 Apple ใช้งบประมาณไปแล้วกว่า 8.4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อกว้านซื้อหุ้นคืน

 

กลยุทธ์ดังกล่าวได้รับแรงหนุนสำคัญในปี 2014 จาก คาร์ล ไอคาห์น (Carl Icahn) มหาเศรษฐีนักลงทุนสายแอคทิวิสต์ (Activist Investor) ที่ออกมาเรียกร้องให้บริษัทเร่งซื้อหุ้นคืน เนื่องจากมองว่าราคาหุ้นบนกระดานยังต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง

 

อย่างไรก็ตาม โมฮาน นักวิเคราะห์จาก Bank of America ประเมินว่า ภายใต้การนำของเทอร์นัสในอนาคต นโยบายการเปิดรับความเสี่ยงของ Apple อาจเปลี่ยนไป

 

ล่าสุดบริษัทเริ่มส่งสัญญาณถอยห่างจากเป้าหมายเดิมที่ต้องการรักษาสถานะเงินสดสุทธิเป็นศูนย์ ซึ่งอาจเป็นจุดเริ่มต้นของยุคแห่งการลงทุนที่สูงขึ้น ทั้งในด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) รายจ่ายฝ่ายทุน (Capex) และการควบรวมกิจการ (M&A) ขนาดใหญ่

 

เขาระบุเพิ่มเติมว่า "สองประเด็นหลังไม่ใช่เป้าหมายหลักในยุคของทิม คุก แต่ด้วยกระแสการแข่งขันด้าน AI อาจเป็นตัวเร่งให้ Apple ต้องปรับกลยุทธ์และขับเคลื่อนธุรกิจด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้น"

 

แม้คุกจะมีฐานแฟนคลับที่เหนียวแน่น แต่สำหรับฝั่งวอลล์สตรีท มุมมองต่อหุ้น Apple กลับไม่ได้เป็นบวกอย่างเป็นเอกฉันท์ ข้อมูลจาก Bloomberg ชี้ว่า จากนักวิเคราะห์ที่สำรวจทั้งหมด 58 ราย มีเพียง 34 รายเท่านั้นที่ให้คำแนะนำ "ซื้อ" (Buy)

 

ซึ่งสะท้อนภาพที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับหุ้นเทคโนโลยีระดับเมกะแคปรายอื่น ๆ อย่าง Microsoft, Nvidia และ Amazon ที่นักวิเคราะห์กว่า 95% ต่างให้มุมมองเชิงบวกอย่างชัดเจน

 

ขณะเดียวกัน เริ่มมีนักวิเคราะห์ที่ปรับมุมมองต่อหุ้น Apple เป็นเชิงลบมากขึ้น โดยสาเหตุหลักมาจากความกังวลเรื่องมูลค่าหุ้น (Valuation) ที่อาจตึงตัวเกินไป ปัจจุบัน Apple ซื้อขายกันที่ระดับ Forward P/E ราว 33 เท่า (คำนวณจากกำไรคาดการณ์ในอีก 12 เดือนข้างหน้า)

 

ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปีที่ระดับ 23 เท่า และหากย้อนกลับไปในช่วงที่คุกก้าวขึ้นมารับตำแหน่ง ซีอีโอ ตัวเลขนี้อยู่ที่เพียง 12 เท่าเท่านั้น

 

"แม้เขาจะไม่ได้เป็นนักนำเสนอที่มีวิสัยทัศน์โดดเด่นล้ำยุคเหมือนจ็อบส์ หรือยึดติดกับตัวผลิตภัณฑ์เป็นศูนย์กลาง แต่ทุกสิ่งที่คุกทำล้วนมุ่งเน้นไปที่การวางรากฐานระบบนิเวศ (Ecosystem) และระบบปฏิบัติการภายในของ Apple ให้แข็งแกร่ง นับเป็นกลยุทธ์ที่ทรงประสิทธิภาพอย่างยิ่งในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับบริษัท" บอนด์กล่าวทิ้งท้าย

 

"และผลงานการเติบโตของราคาหุ้น ก็คือภาพสะท้อนความสำเร็จนั้นได้อย่างชัดเจนที่สุด"

ข่าวล่าสุด

เปิดตัว GLM-5.3-Flash โมเดล AI ใกล้เคียงเรือธงแต่ถูกกว่าหลายเท่า

เปิดตัว GLM-5.3-Flash โมเดล AI ใกล้เคียงเรือธงแต่ถูกกว่าหลายเท่า