
อินเด็กซ์ เร่งขยายพอร์ตเฟอร์นิเจอร์ญี่ปุ่น ส่งซีรีส์ “OTARU” เจาะตลาด Japandi
ตลาดแต่งบ้านสไตล์ญี่ปุ่นส่งสัญญาณโตต่อเนื่อง อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ เร่งปั้นตลาด Japandi หลัง “AOMORI” ทำยอด 65 ล้าน ส่ง “OTARU” เจาะเทรนด์แต่งบ้าน ตั้งเป้า 40 ล้าน ใน 4 เดือน
บมจ. อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ (ILM) เดินเกมรุกครึ่งปีหลัง 2569 เปิดตัวเฟอร์นิเจอร์สไตล์ Japandi ซีรีส์ใหม่ ‘OTARU’ (โอตารุ) ย้ำกลยุทธ์ simple living ความเรียบง่าย ต่อยอดทิศทางการออกแบบที่ ILM วางรากฐานมาเกือบ 4 ปีภายใต้แนวคิด “A Warm Touch of Natural Wood” ที่โดดเด่นงานธรรมชาติโทนสี Oat Milk เส้นสายโค้งมนอันประณีต ยกทัพกว่า 30 รายการ (SKUs) ครอบคลุมทุกฟังก์ชันการใช้ชีวิต รับเทรนด์ตลาดสินค้าแต่งบ้านสไตล์ญี่ปุ่นเติบโตระยะยาว วางเป้าหมายยอดขาย 4 เดือน กวาด 40 ล้านบาท
ตลาดแต่งบ้านสไตล์ญี่ปุ่นส่งสัญญาณโต
นางสาวพิชพิมพ์ ปัทมสัตยาสนธิ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์และการค้า บริษัท อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ก้าวสู่ครึ่งปีหลัง 2569 ILM เดินหน้าตามยุทธศาสตร์ยกระดับคุณภาพการอยู่อาศัย พร้อมขยายพอร์ตโฟลิโอให้สอดรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่
โดย OTARU นับเป็นเฟอร์นิเจอร์สไตล์ Japandi ซีรีส์ที่ 2 ในปีนี้หลังจากประสบความสำเร็จกับซีรีส์สไตล์ญี่ปุ่น ทั้ง WASABI, TAKAYAMA, AOMORI และ MIYAZAKI ซึ่งทุกซีรีส์ล้วนสอดรับกับทิศทางตลาดเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านสไตล์ญี่ปุ่นที่ได้รับความสนใจจากผู้บริโภคไทยอย่างต่อเนื่องเนื่องจากที่อยู่อาศัยในไทยก็กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ความเรียบง่ายที่เน้นฟังก์ชันและสุขภาวะ (Wellness-centric Living)
โดยมี "ดีไซน์สไตล์ญี่ปุ่น" เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ สะท้อนจากการที่นักพัฒนาญี่ปุ่นกับดีเวอลอปเปอรายใหญ่ของไทยจับมือร่วมเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกันในโครงการลักชัวรีกลิ่นอายความเป็นญี่ปุ่น ซึ่งจากรายงานของ C9 Hotelworks ปี 2026 ชี้ว่าไทยครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุดในเอเชียที่สัดส่วน 26% ของตลาดที่อยู่อาศัยแบรนด์เนม (Branded Residences)
จากเทรนด์นี้ Index Living Mall จึงเปิดตัวคอลเลกชันเฟอร์นิเจอร์สไตล์ญี่ปุ่นแนว Japandi ที่ถอดปรัชญา "บ้านคือพื้นที่พักใจ" เรียบง่าย อบอุ่น ใช้งานได้จริง เปลี่ยนทุกมุมของบ้านให้เป็น "ที่หลบภัย" จากความวุ่นวายของเมือง
“โดยตั้งใจถ่ายทอดดีไซน์ซีรีส์ OTARU ผ่านแรงบันดาลใจจากเมืองโอตารุ ประเทศญี่ปุ่น เมืองท่าริมทะเลที่เคยได้รับขนานนาม ‘วอลล์สตรีทแห่งภาคเหนือ’ ผสานความเงียบสงบเข้ากับความร่วมสมัย ความอบอุ่น ผ่อนคลาย เป็นเสน่ห์เฉพาะตัวอีกทั้งยังเป็นแหล่งรวมช่างฝีมือดี งานคราฟท์ เช่น เครื่องแก้วและกล่องดนตรี
เอกลักษณ์นี้ถูกถ่ายทอดผ่านเฟอร์นิเจอร์อย่างปราณีต ภายใต้แนวคิด ‘A Warm Touch of Natural Wood’ ความอบอุ่นที่สัมผัสได้จริงผ่านงานไม้ธรรมชาติ สะท้อนอินไซต์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่โหยหา Slow Living สอดคล้องกับพฤติกรรมคนไทยปัจจุบันที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากตลาดเชิงปริมาณสู่เชิงคุณค่า (Value-driven Living)
โดยบ้านเปลี่ยนบทบาทจาก ‘สัญลักษณ์สถานะ’ สู่พื้นที่เติมเต็มความเป็นอยู่ที่ดีทางอารมณ์และจิตใจ (Mental Well-being)”
จุดเด่นของซีรีส์อยู่ที่งานไม้ธรรมชาติคาแรกเตอร์ชัดเจน เส้นสายโค้งมนภายใต้แนวคิด BOLD–Gentle–Balance ที่ผสานความแข็งแรงของโครงสร้างไม้เข้ากับความอ่อนโยนของรูปทรง โดยเฉพาะรายละเอียดของขอบและมุมที่ลดความแหลมคม ช่วยให้ปลอดภัยต่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน และเพิ่มความอุ่นใจสำหรับบ้านที่มีผู้สูงอายุ
ขณะที่โครงสร้างขาโต๊ะถูกออกแบบให้แข็งแรงและกระจายน้ำหนักอย่างสมดุล สะท้อนแนวคิดที่ให้ความสำคัญทั้ง ความสวยงาม ความปลอดภัย ในการใช้งานจริง ออกมาเป็นโพซิชันนิ่ง “Affordable Living for Everyday Life” การใช้ชีวิตดีๆ ที่เข้าถึงได้ในทุกวัน ครอบคลุมฟังก์ชันการใช้ชีวิต กว่า 30 รายการ (SKUs)
ทั้งห้องนอน (เตียงนอน 3 ขนาด เริ่มต้น 3.5 ฟุต, 5 ฟุต และ 6 ฟุต) ห้องนั่งเล่น, มุมรับประทานอาหาร, พื้นที่ทำงาน ชั้นวาง–ตู้เก็บของ และของตกแต่งบ้าน โดยครั้งนี้ยังได้ขยายกลุ่มเฟอร์นิเจอร์กึ่งเอาต์ดอร์ (Semi-Outdoor Collection) เป็นครั้งแรก เพื่อเชื่อมโยงพื้นที่ภายในบ้านกับธรรมชาติภายนอกอย่างไร้รอยต่อ
เฟอร์นิเจอร์สไตล์ญี่ปุ่น คือการลงทุนระยะยาว
นางสาวพิชพิมพ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การเปิดตัว OTARU เดินหน้าตามแผนกลยุทธ์ที่ ILM วางรากฐานมาเกือบ 4 ปี (2566–2569) ในการสร้างเทรนด์ Japandi ผ่านซีรีส์ WASABI (วาซาบิ), TAKAYAMA (ทาคายามะ), AOMORI (อาโอโมริ) และล่าสุด MIYAZAKI (มิยาซากิ) โดยทั้ง 4 ซีรีส์ตอบโจทย์ความต้องการตลาดในแต่ละมิติของสไตล์ญี่ปุ่น
ทั้งนี้ OTARU ต่อยอดความสำเร็จดีไซน์ที่คล้ายเคียงกันจากซีรีส์ AOMORI (20 SKU) ที่ทำยอดขายได้ราว 65 ล้านบาทในเวลาเพียง 5 เดือนของปี 2568 เป็นเครื่องยืนยันว่า กลยุทธ์นี้ไม่ใช่กระแสระยะสั้นแต่คือการลงทุนที่คุ้มค่า และเฟอร์นิเจอร์สไตล์ญี่ปุ่นเป็นทางเลือกการลงทุนระยะยาว เพราะใช้งานได้ยาวนาน ดีไซน์ไร้กาลเวลา ตอบโจทย์ผู้บริโภคทุก Gen สอดคล้องกับกระแสและวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่ไม่มีทีท่าจางหาย เทรนด์นี้จึงไม่ได้จำกัดแค่บ้านแนวราบ แต่ยังรวมถึงคอนโดสไตล์ญี่ปุ่นที่เป็นสินทรัพย์มั่นคง
โดยภายในปี 2569 อสังหาริมทรัพย์ที่มี DNA แบบญี่ปุ่นส่วนใหญ่มีราคาขายต่อ และอัตราค่าเช่าสูงกว่าตลาดทั่วไป ซึ่งเฟอร์นิเจอร์สไตล์ญี่ปุ่นจะช่วยสร้างฐานลูกค้าที่แข็งแรงและยั่งยืนให้กับ ILM
สำหรับซีรีส์ OTARU เราวางเป้าหมายสร้างรายได้ 40 ล้านบาทในช่วง 4 เดือนของปี 2569
ทั้งนี้ทิศทางตลาดเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านสไตล์ญี่ปุ่นยังมีช่องว่างให้ ILM เติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลาดตกแต่งภายในระดับหรู (Japan Luxury Interior Design) รวมทั้งออกแบบตกแต่งภายในสไตล์ญี่ปุ่น หรือกระทั่งตลาดเฟอร์นิเจอร์ญี่ปุ่นที่เน้นประหยัดพื้นที่และมัลติฟังก์ชันก็ยังได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง ILM พร้อมเดินหน้าสร้างสรรค์ดีไซน์ใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรักบ้านสไตล์ญี่ปุ่นในทุกมิติ







