
ปลัดคลัง ลุยถกสมาคมทองพรุ่งนี้ เก็บภาษีเทรดทองออนไลน์ ปิดช่องทุนเทาฟอกเงิน
ลวรณ นั่งหัวโต๊ะถกสมาคมค้าทองคำ 27 ส.ค. เร่งศึกษาแนวทางกำกับธุรกรรมซื้อขายทองออนไลน์ โดยเฉพาะไม่มีการส่งธุรกรรมส่งมอบทองคำจริง หวังให้รัฐมองเห็น Transaction ป้องกันช่องทางทุนเทา-ฟอกเงิน
KEY
POINTS
- ปลัดกระทรวงการคลังเตรียมหารือกับสมาคมค้าทองคำเพื่อวางแนวทางกำกับดูแลและเก็บภาษีการซื้อขายทองคำออนไลน์
- มีเป้าหมายหลักเพื่อสร้างระบบให้ภาครัฐสามารถติดตามธุรกรรม และป้องกันการใช้เป็นช่องทางฟอกเงินของกลุ่มทุนสีเทา
- มุ่งเน้นไปที่ธุรกรรมซื้อขายทองคำออนไลน์ที่ไม่มีการส่งมอบทองคำจริง และทองคำนำเข้าที่ใช้เพื่อการเก็งกำไร
ตลาดทองคำกำลังถูกจับตาเพิ่มขึ้น หลังภาครัฐพบความเสี่ยงว่าธุรกรรมซื้อขายทองคำอาจถูกนำไปใช้เป็นช่องทางของทุนเทาและการเคลื่อนย้ายเงิน โดยเฉพาะการซื้อขายผ่านระบบออนไลน์ที่ไม่มีการส่งมอบทองคำจริง ทำให้กระทรวงการคลังเร่งศึกษาหาแนวทางกำกับดูแลที่เหมาะสม
ล่าสุด นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในช่วงบ่ายวันที่ 27 สิงหาคม 2569 จะเป็นประธานการหารือร่วมกับสมาคมค้าทองคำ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางกำกับดูแลธุรกรรมซื้อขายทองคำออนไลน์ โดยเฉพาะธุรกรรมที่ไม่มีการส่งมอบทองคำจริง (Non-physical delivery) ซึ่งขณะนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างศึกษาแนวทางที่เหมาะสม
การหารือดังกล่าวเป็นไปตามที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มอบหมายให้ปลัดกระทรวงการคลังหารือกับสมาคมค้าทองคำ เกี่ยวกับแนวทางการจัดเก็บภาษีธุรกรรมทองคำ โดยเฉพาะทองคำที่นำเข้าแล้วไม่ได้ถูกนำไปแปรรูป แต่ใช้เพื่อการซื้อขายหรือเก็งกำไร
ก่อนหน้านี้ สมาคมค้าทองคำได้หารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แล้ว โดยกระทรวงการคลังต้องการรับฟังข้อมูลจากทั้งหน่วยงานภาครัฐและผู้ประกอบการ เพื่อประกอบการพิจารณาก่อนกำหนดแนวทางดำเนินการ
ประเด็นหลักที่กระทรวงการคลังต้องการเห็น คือการทำให้ภาครัฐสามารถรับรู้และติดตาม Transaction การซื้อขายทองคำได้ชัดเจนขึ้น โดยหนึ่งในเครื่องมือที่อยู่ระหว่างการพิจารณาคือ มาตรการภาษีธุรกิจเฉพาะ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุปว่าจะจัดเก็บในรูปแบบใด หรือกำหนดอัตราเท่าใด
นายเอกนิติระบุว่า เป้าหมายของการพิจารณามาตรการไม่ได้มุ่งเน้นการหารายได้จากภาษี หรือกำหนดอัตราภาษีในระดับสูง แต่ต้องการออกแบบระบบให้ภาครัฐสามารถรับรู้และติดตามธุรกรรมซื้อขายทองคำได้ ซึ่งเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล พร้อมคำนึงถึงผลกระทบต่อผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอย่างสุจริต
สาเหตุที่กระทรวงการคลังเร่งศึกษาประเด็นดังกล่าว เนื่องจากคณะทำงานด้าน Data Bureau และการติดตามพฤติกรรมธุรกรรมทางการเงิน พบสัญญาณว่าช่องทางการซื้อขายทองคำอาจถูกนำไปใช้เกี่ยวข้องกับธุรกรรมของกลุ่มมิจฉาชีพหรือทุนเทา จึงจำเป็นต้องตรวจสอบว่ามีช่องโหว่ในจุดใด และสามารถออกแบบระบบเพื่อปิดช่องทางดังกล่าวได้อย่างไร
ทั้งนี้ การศึกษาจะครอบคลุมมากกว่าการซื้อขายทองคำในตลาด โดยจะพิจารณาทองคำที่นำเข้าแล้วไม่ได้ถูกนำไปแปรรูปเป็นทองรูปพรรณ แต่ถูกนำมาใช้เพื่อการซื้อขายหรือเก็งกำไรด้วย เพื่อให้ภาครัฐมีข้อมูลธุรกรรมที่ครอบคลุมมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม นายเอกนิติย้ำว่าต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้มาตรการส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการและอุตสาหกรรมทองคำมากเกินไป รวมถึงไม่กระทบต่อความสามารถของไทยในการเป็นศูนย์กลางการซื้อขายทองคำ โดยต้องหาจุดสมดุลระหว่างการปิดช่องโหว่ของทุนเทากับการรักษาความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจทองคำ
การติดตาม Transaction ของภาครัฐไม่ได้จำกัดเฉพาะตลาดทองคำ แต่ยังครอบคลุมสินทรัพย์และช่องทางอื่นที่มีความเสี่ยงถูกใช้เป็นช่องทางของทุนเทา โดยเฉพาะสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และ ธปท. มีการทำงานร่วมกันในการติดตามธุรกรรมเช่นกัน
ด้านสมาคมค้าทองคำ ก่อนหน้านี้ นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัทในเครือเอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก (MTS Gold) ระบุว่า สมาคมฯ ต้องการชี้แจงต่อกระทรวงการคลังถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการจัดเก็บภาษีทองคำ โดยเห็นว่าไม่ควรออกมาตรการที่กระทบต่ออุตสาหกรรม พร้อมต้องการให้ภาครัฐเข้าใจบทบาทของทองคำต่อระบบเศรษฐกิจ ทั้งการสร้างกระแสเงินหมุนเวียน (Flow) และการสนับสนุนความแข็งแกร่งของเงินบาท







