
นายกวิศวกรรมฯโต้ข่าว “ค้านการจำกัดหรือตัดเตา IF” เหล็กเส้น ยืนยันความเป็นกลาง
นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) แจง ข้อเท็จจริงกรณีการสื่อสารเกี่ยวกับมาตรฐานและการใช้งานเหล็กเส้นจากเตาหลอม Induction Furnace (IF) ยัน ไม่ได้แสดงจุดยืนคัดค้าน การจำกัดหรือตัด IF ออกจากมาตรฐานเหล็กข้ออ้อย
ตามที่มีการนำเสนอข่าวว่า นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ให้การสนับสนุนการใช้เหล็กเส้นที่ผลิตจากกระบวนการเตาหลอมแบบ Induction Furnace (IF) นั้น ขอยืนยันว่า
นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ไม่ได้แสดงจุดยืนคัดค้านการจำกัดหรือตัด IF ออกจากมาตรฐานเหล็กข้ออ้อยในการให้สัมภาษณ์ดังกล่าว และวสท. ขอชี้แจงเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องและชัดเจน ดังนี้
1. วสท. วางตัวเป็นกลางทางวิชาการ
วสท. ยืนยันในจุดยืนความเป็นสถาบันวิชาการที่เป็นกลาง ไม่ได้เข้าข้างหรือสนับสนุนผู้ประกอบการฝั่งใดฝั่งหนึ่ง การให้ข้อมูลทั้งหมดตั้งอยู่บนหลักการทางวิศวกรรมและประโยชน์สูงสุดด้านความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ
2. ทิศทางสำหรับโครงการก่อสร้างใหม่ในอนาคต
สำหรับงานโครงสร้างในอนาคต วสท. เห็นว่าควรมุ่งยกระดับเกณฑ์คุณภาพของเหล็กเส้นให้เข้าสู่มาตรฐานสากล โดยเฉพาะสมบัติด้านกำลังคราก กำลังดึง อัตราส่วนกำลังดึงต่อกำลังคราก และความเหนียวที่เหมาะสม เพื่อให้เหล็กสามารถรองรับการใช้งานเชิงวิศวกรรมได้อย่างปลอดภัยและสม่ำเสมอ โดยอาจจำแนกการใช้งานตามลักษณะการนำไปใช้งาน
เช่น กำหนดให้โครงสร้างที่ต้องรับแรงสั่นสะเทือนสูงหรือรับน้ำหนักไดนามิกต้องใช้เหล็กที่ผลิตจากกระบวนการเฉพาะ ในขณะที่อาคารทั่วไปยังคงใช้เกรดปกติได้ ซึ่งวิธีนี้เป็นแนวทางเดียวกับที่ใช้ในประเทศญี่ปุ่น อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์
3. การปรับปรุงมาตรฐาน มอก. ใหม่ เพื่อรองรับงานโครงสร้างสำคัญและภัยพิบัติ วสท. เห็นพ้องและสนับสนุนอย่างยิ่งในการปรับปรุงมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ของเหล็กเส้นให้มีความเข้มงวดและทันสมัยยิ่งขึ้น
เนื่องจากประเทศไทยและทั่วโลกกำลังเผชิญกับความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติและภัยพิบัติที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น เช่น แผ่นดินไหว หรือสภาวะอากาศสุดขั้ว การยกระดับเกณฑ์มาตรฐาน มอก. ใหม่ให้สอดรับกับสภาวะความเสี่ยงเหล่านี้ จะเป็นกลไกสำคัญในการคัดกรองวัสดุก่อสร้าง และรับประกันความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนสำหรับการก่อสร้างในอนาคต
โดยควรครอบคลุมการใช้งานที่ต้องการสมรรถนะสูง เช่น เหล็กสำหรับงานโครงสร้างรับแผ่นดินไหวที่ต้องการความเหนียว เหล็กโครงสร้างที่ต้องทนต่อความล้า (fatigue) อย่างงานสะพาน โครงสร้างรถไฟความเร็วสูง หรือโครงสร้างสำคัญที่ต้องการความน่าเชื่อถือในระยะยาว
ทั้งนี้ควรให้ความสำคัญกับกระบวนการปรุงแต่งน้ำเหล็ก การทำเหล็กให้บริสุทธิ์ และการควบคุมส่วนผสมทางเคมีให้สม่ำเสมอ รวมถึงการกำหนดการใช้ Micro alloy อย่างเหมาะสม เพื่อเพิ่มความแกร่ง (Toughness) ความต้านทานการแตกร้าว และความทนทานต่อความล้า
การยกระดับกำลังเหล็กที่สูงขึ้น อย่างชั้นคุณภาพ SD60, SD70 หรือ SD80 และคุณภาพของเหล็กควรดำเนินควบคู่กับแนวทางลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและเป้าหมาย Carbon Zero Emission โดยยังคงยึดหลักสำคัญว่า เหล็กที่นำมาใช้ในงานโครงสร้างต้องมีคุณภาพสม่ำเสมอ ตรวจสอบได้ และเหมาะสมกับระดับความเสี่ยงของงาน
วสท. ขอเรียนย้ำว่า เป้าหมายของการให้ความเห็นทางวิชาการ คือการยกระดับมาตรฐานวัสดุก่อสร้างให้รองรับความปลอดภัยของประชาชน ความมั่นคงของโครงสร้าง และทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กของประเทศอย่างยั่งยืน







