
8 ทศวรรษ KSL Group อาณาจักรความหวาน สู่ ผู้นำนวัตกรรมพลังงานหมุนเวียน
KSL Group ถอดบทเรียน 8 ทศวรรษ ถอดบทเรียนผ่านวิกฤตสู่การเติบโตเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำตาลอันดับ 3 ของประเทศ ปักหมุดก้าวสู่ “ผู้นำอุตสาหกรรมความหวาน” ชู “อ้อย” อนาคตพลังงานหมุนเวียนไทย
KEY
POINTS
- KSL Group เติบโตตลอด 8 ทศวรรษ จากโรงงานน้ำตาลขนาดเล็กจนกลายเป็นผู้ผลิตรายใหญ่อันดับ 3 ของไทย
- เปลี่ยนมุมมองจากธุรกิจน้ำตาลสู่การใช้อ้อยเป็นวัตถุดิบต้นทางของพลังงานชีวภาพ สร้างมูลค่าเพิ่มจากผลพลอยได้ครบวงจร
- มุ่งสู่การเป็นผู้นำด้านพลังงานหมุนเวียน โดยต่อยอดธุรกิจจากกากอ้อยและกากน้ำตาลไปสู่ไฟฟ้าชีวมวลและพลังงานสะอาด
ตลอด 80 ปีที่ผ่านมา บนเส้นทางของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล บริษัท น้ำตาลขอนแก่น จำกัด (มหาชน) หรือ KSL Group ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง จากโรงงานขนาดเล็กที่มีกำลังการผลิตเพียง 600 กิโลกรัมต่อวันในปี 2488 สู่การเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำตาลอันดับ 3 ของประเทศไทยด้วยกำลังการผลิตกว่า 150,000 ตันอ้อยต่อวัน
ถอดบทเรียนจาก 3 วิกฤตใหญ่
ความสำเร็จของ KSL Group ไม่ได้มาจากการเติบโตในภาวะปกติเท่านั้น แต่เกิดจากการเรียนรู้และปรับตัวผ่านวิกฤตการณ์สำคัญที่หล่อหลอมวินัยและมาตรฐานการทำงานมาอย่างต่อเนื่อง
วิกฤตสิ่งแวดล้อม (ปี 2535) จากเหตุการณ์กากน้ำตาลรั่วไหลลงแหล่งน้ำสาธารณะ กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้บริษัทยกระดับมาตรฐานการบริหารจัดการโรงงานอย่างเข้มงวด ควบคู่ไปกับการปฏิบัติตามกฎหมายสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง
วิกฤตต้มยำกุ้ง (ปี 2540) การลอยตัวค่าเงินบาททำให้บริษัทเรียนรู้เรื่อง “วินัยทางการเงิน” การบริหารจัดการงบประมาณอย่างรัดกุมและรอบคอบ ซึ่งกลายเป็นรากฐานสำคัญของการดำเนินธุรกิจจนถึงปัจจุบัน
วิกฤตโควิด-19 (ปี 2562) เมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว KSL ได้ปรับตัวเข้าสู่ตลาด “น้ำตาลเพื่อสุขภาพ” เพื่อตอบโจทย์มิติใหม่ของอุตสาหกรรมและสร้างโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงของตลาด
ชูกลยุทธ์สู่การเติบโต
นายชลัช ชินธรรมมิตร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ KSL Group ระบุว่า กลยุทธ์ที่ทำให้กลุ่มน้ำตาลขอนแก่นก้าวผ่านบททดสอบสู่การเติบโต คือ การมีวินัยทางการเงิน เพราะเงินคือกุญแจสำคัญในการบริหารธุรกิจทั้งในภาวะปกติและฉุกเฉิน
เลือกลงทุนในสิ่งที่ตอบโจทย์ มองให้ออกถึงความต้องการของลูกค้าและโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงทิศทางของตลาด และอุตสาหกรรม แล้วเลือกลงทุนให้ตรงจุด
มองปัญหาในมุมกว้าง เมื่อเกิดปัญหาให้ถอยออกมามองในภาพรวมเพื่อให้เห็นจุดเชื่อมโยง ลดจุดบอด ป้องกันการเกิดปัญหาซ้ำซ้อน
สุดท้ายทุกธุรกิจ ต้องสร้างผู้สืบทอด เรียนรู้และเติบโตไปพร้อมกัน ป้องกันความเสี่ยง พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง และส่งต่อธุรกิจให้กับคนรุ่นใหม่ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการส่งต่อธุรกิจจากรุ่นสู่รุ่นอย่างมั่นคง
“อ้อย” พืชพลังงานและอนาคตเศรษฐกิจสีเขียว
ปัจจุบัน KSL Group ไม่ได้มองอ้อยเป็นเพียงวัตถุดิบในการผลิตน้ำตาลเท่านั้น แต่เป็น “วัตถุดิบต้นทางของพลังงานชีวภาพ” ทรัพยากรที่เหลือจากกระบวนการผลิตถูกนำมาสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างครบวงจร
- กากอ้อย ต่อยอดสู่ไฟฟ้าชีวมวลและพลังงานสะอาด
- กากน้ำตาล เป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมต่อเนื่อง
- ปุ๋ยอินทรีย์ หมุนเวียนทรัพยากรกลับสู่ภาคเกษตรกรรม
จากสถิติพบว่าผลผลิตอ้อยในไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยคาดการณ์ว่าในฤดูการผลิตปี 68/69 จะมีปริมาณสูงถึง 105.86 ล้านตัน อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมยังต้องเผชิญกับปัจจัยท้าทายจากสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน ต้นทุนพลังงาน และค่าแรง
ก้าวต่อไปของ KSL Group
แผนธุรกิจนับจากนี้ คือ การมองหาพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อนำทรัพยากรที่มีอยู่ในกระบวนการผลิตไปต่อยอดสู่ธุรกิจความหวานและพลังงานหมุนเวียนในมิติใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นกากอ้อย วัตถุดิบตั้งต้นสู่พลังงานชีวมวลและผลิตภัณฑ์ต่อเนื่อง ไฟฟ้าชีวมวล ต่อยอดสู่ธุรกิจพลังงานสะอาด กากน้ำตาล วัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมต่อเนื่อง และปุ๋ยอินทรีย์ หมุนเวียนทรัพยากรกลับสู่ภาคเกษตรอย่างครบวงจร
การผนึกกำลังกับพันธมิตรจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจหลักและเปิดโอกาสการเติบโตใหม่ ๆ สอดคล้องกับวิสัยทัศน์การเป็น “ผู้นำนวัตกรรมพลังงานธรรมชาติ เพื่อทุกความต้องการ”
ขณะเดียวกัน ตระหนักดีว่ายังมีเรื่องท้าทายที่ต้องเดินหน้าศึกษาและพัฒนาอย่างจริงจังต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่องเพื่อยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรม การเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมสีเขียว และการมุ่งลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นเป้าหมายของภาครัฐและตลาดโลกที่เราต้องร่วมกันขับเคลื่อน เพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการเติบโตในระยะยาว
เปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนและอุตสาหกรรมสีเขียว
หนึ่งในความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมของ KSL คือความร่วมมือกับเกษตรกรในการ “ลดการเผาอ้อย” โดยปัจจุบันสามารถเปลี่ยนผ่านสู่การเก็บเกี่ยวอ้อยสดได้สูงถึง 96.20% เหลือเพียงอ้อยเผาในระบบเพียง 3.80% เท่านั้น ซึ่งช่วยลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 ได้อย่างมีนัยสำคัญ
ตลอด 80 ปีที่ผ่านมา เราให้ความสำคัญกับการเติบโตควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมภายใต้แนวคิด “สร้างสุขที่ยั่งยืน” มาอย่างต่อเนื่อง และจะยังคงเดินหน้าสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาธุรกิจ การยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนและเกษตรกรชาวไร่อ้อย และการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เพื่อให้อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลไทยเติบโตไปพร้อมกับสังคมและโลกใบนี้ในระยะยาว







