
พาณิชย์เจาะลึกสินค้าไทยเสี่ยงภาษีสหรัฐฯ ชงยกเว้นเพิ่ม 7 กลุ่ม
พาณิชย์เช็กผลกระทบภาษีสหรัฐฯ เผยสินค้าไทยส่วนใหญ่ยังได้ยกเว้น คิดเป็น 61.58% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าไทยไปสหรัฐฯ ทั้งหมด เร่งขอเพิ่มอีก 7 กลุ่ม
KEY
POINTS
- กรมการค้าต่างประเทศเจาะผลกระทบสหรัฐฯ เก็บภาษีภายใต้มาตรา 301 พบมีสินค้าไทยได้รับการยกเว้นตาม Annex II - Part A จำนวน 2,120 รายการ มูลค่า 56,201 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 61.58% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าไทยไปสหรัฐฯ ทั้งหมด
- เหลือสินค้าที่กระทบ 38.39% หักสินค้าที่โดนมาตรา 232 ไปแล้ว คงเหลือที่กระทบจริงประมาณ 28%
- เตรียมขอสหรัฐฯ ยกเว้นรายการสินค้าที่ไม่ถูกเก็บภาษีเพิ่มเติมอีก 7 กลุ่ม
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากการพิจารณาข้อมูลการส่งออกสินค้าไทยไปสหรัฐฯ ในปี 2568 ที่มีมูลค่า 91,255 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังจากที่ไทยโดนสหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีจากกรณีไม่มีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าจากแรงงานบังคับ ภายใต้มาตรา 301 ในอัตรา 12.5% พบว่า
มีสินค้าที่ไทยได้รับการยกเว้นตาม Annex II - Part A จำนวน 2,120 รายการ มีมูลค่า 56,201 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 61.58% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าไทยไปสหรัฐฯ ทั้งหมด จึงเหลือสินค้าที่ไม่ได้รับการยกเว้นภาษี มูลค่า 35,034 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 38.39%
ทั้งนี้ ในจำนวนสินค้าที่ไม่ได้รับการยกเว้นภาษี มีสินค้าที่อยู่ภายใต้มาตรา 232 ของสหรัฐฯ อีกประมาณ 7,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่จะไม่โดนมาตรา 301 อีก ทำให้ภาพรวมสินค้าไทยที่จะไม่รับการยกเว้นภาษีเลยประมาณ 28%
สำหรับสินค้าที่ไม่ได้รับการยกเว้นภาษีและน่าจะได้รับผลกระทบ พบว่า สินค้าอุตสาหกรรม 10 อันดับแรก เช่น ยางรถยนต์ ยางรถบรรทุก เครื่องจักร กล้องถ่ายภาพ เครื่องปรับอากาศ และล้อและวงล้อรถยนต์
แต่พวกนี้ อยู่ภายใต้มาตรา 232 ซึ่งจะไม่ถูกเรียกเก็บภาษีตามมาตรา 301 เพิ่มเติม
ส่วนสินค้าอุตสาหกรรมที่ไม่โดน 232 จะถูกเก็บภาษีภายใต้มาตรา 301 เช่น เครื่องประดับเงิน เครื่องประดับโลหะ และกระเบื้องยาง
และสินค้าเกษตรที่ไม่ได้รับยกเว้น อาทิ อาหารสุนัขและแมว ข้าวสาร ปลาทูน่า กุ้ง และซอสปรุงรสอื่น ๆ จะโดนภาษี 12.5%
ซึ่งมูลค่ารวม 10 อันดับแรก ที่ได้รับผลกระทบประมาณ 2,930 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 3.21% ของมูลค่าการส่งออกไทยไปสหรัฐฯ
โดยในสินค้าที่ไทยถูกเก็บภาษีภายใต้มาตรา 301 มีสินค้า 48 รายการ ที่ไทยโดน แต่คู่แข่งได้รับยกเว้น ทำให้ไทยเสียเปรียบ เช่น เพชร เครื่องประดับ กล้วยไม้สด คิดเป็นมูลค่า 292 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ส่วนสินค้าที่ไทยส่งออกไปสหรัฐฯ ในรายการที่ไม่ได้รับการยกเว้นภาษีหลังจากนี้เป็นต้นไป จะโดนเรียกเก็บภาษีตามมาตรา 301 บวกเพิ่มภาษีปกติ (MFN) และภาษีอื่น ๆ เช่น AD , CVD , Safeguard รวมแล้วจะเป็นภาษีที่ถูกสหรัฐฯ เรียกเก็บจากสินค้านั้น ๆ ซึ่งก็ต้องดูว่า สินค้านั้น มีกี่คดี มีอะไรบ้าง ก็บวกภาษีเข้าไป ยกเว้นสินค้าที่โดนมาตรา 232 ไปแล้ว
ซึ่งจากการตรวจสอบพบสินค้าที่น่าจะโดนภาษีสหรัฐฯ สูงสุด คือ สินค้าเซลล์แสงอาทิตย์ (Solar Cell) โดน 12.5% บวกอากรตอบโต้การทุ่มตลาด (AD) อยู่ที่ 111.45-202.90% และอากรตอบโต้การอุดหนุน (CVD) อยู่ที่ 255.39-774.50% รวมแล้วกว่า 800% แต่ของบางประเทศ โดนเป็น 1,000% อย่างจีนโดน 301 เดิม ที่ยังไม่โดน 12.5% ภาษีก็อยู่ที่ 7.5-100% แล้ว
ในปี 2568 ไทยส่งออกแผงเซลล์แสงอาทิตย์สำเร็จรูปไปสหรัฐฯ มูลค่า 399 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 0.44% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าไทยไปสหรัฐฯ ทั้งหมด ขณะที่ปี 2569 การส่งออกลดลง แต่ก็ยังมีแผงเซลล์แสงอาทิตย์บางประเภทที่ผลิตได้ในไทยเท่านั้น ที่สหรัฐฯ ยังนำเข้าอยู่
อย่างไรก็ตาม ไทยอยู่ระหว่างการเสนอขอเพิ่มรายการสินค้าที่ขอยกเว้นภาษีอีก 7 กลุ่มสินค้า รวม 78 พิกัดศุลกากร ได้แก่ กลุ่มสินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร, กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและของใช้ในครัวเรือน, กลุ่มสินค้าทางการแพทย์และสาธารณสุข, กลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์, กลุ่มสินค้ายานยนต์และชิ้นส่วน, กลุ่มชิ้นส่วนเครื่องจักรและอุปกรณ์อุตสาหกรรม และกลุ่มสินค้าหัตถกรรมและสินค้าเพิ่มมูลค่า







