posttoday
64โครงการมาบตาพุดไร้ทางเลือก

64โครงการมาบตาพุดไร้ทางเลือก

27 มกราคม 2553

การยกคำร้องอุทธรณ์ 30 โครงการมาบตาพุด ส่งผลเชิงลบต่อการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นใหญ่ ทั้ง PTT, PTTEP, PTTCH และ SCC

การยกคำร้องอุทธรณ์ 30 โครงการมาบตาพุด ส่งผลเชิงลบต่อการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นใหญ่ ทั้ง PTT, PTTEP, PTTCH และ SCC

โดย- บล.เอเซีย พลัส

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์(บล.)เอเซีย พลัส วิเคราะห์การที่ศาลปกครองยกคำร้องอุทธรณ์ 30 โครงการมาบตาพุดว่า ศาลปกครองกลาง วินิจฉัยยกคำร้องกรณี 30 โครงการ ขอให้ศาลฯ ยกเลิกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวเพื่อให้สามารถกลับมาดำเนินโครงการตามปกติต่อไป

ทั้งนี้ศาลให้ความเห็นว่าข้อมูลที่ 30 โครงการนำเสนอเป็นข้อมูลเดิมที่เคยพิจารณาแล้วจึงไม่จำเป็นต้องนำกลับมาพิจารณาใหม่ ผลจากการยกคำร้องดังกล่าวของศาลปกครอง ทำให้ทางออกของ 64 โครงการที่ถูกคำสั่งศาลระงับ ถูกบีบให้เหลือเพียงช่องทางเดียวคือ การต้องดำเนินการให้เป็นไปตามข้อกำหนดใน มาตรา 67 วรรค 2 จากเดิมที่เปิดถึง 3 ช่องทาง กล่าวคือ

1. การยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครอง โดยพิสูจน์ ให้เห็นว่าโครงการที่ดำเนินการอยู่มีคุณสมบัติ เหมือน 11โครงการที่ศาลปกครองสูงสุดได้อนุญาตให้ดำเนินการต่อ กล่าวคือเป็นโครงการที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรือเป็นโครงการที่มีส่วนช่วยลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม

2. การยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครอง โดยพิสูจน์ให้เห็นว่าโครงการที่ดำเนินการอยู่ เข้าหลักเกณฑ์เดียวกันกับโครงการของ บจ.เหล็กสยามยามาโตะ กล่าวคือ ได้รับการอนุมัติรายผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)ก่อนวันที่ 24 ส.ค.2550 (เป็นวันที่รัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้)

3. ดำเนินการให้เป็นไปตามข้อกำหนดในรัฐธรรมนูญมาตรา 67 วรรค 2 ซึ่งมีขั้นตอนการดำเนินการ 4 ขั้นตอนหลัก โดยที่ขั้นตอนการดำเนินการต่างๆ ได้มีข้อกำหนดที่ชัดเจนแล้วในปัจจุบัน ประกอบด้วย
• การจัดทำรายงานประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม (EIA)
• การจัดทำรายงานประเมินผลกระทบด้านสุขภาพของประชาชนในชุมชน (HIA)
• จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และผู้มีส่วนได้เสีย (ประชาพิจารณ์)
• ผ่านการพิจารณาขององค์การอิสระ ด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ที่กำลังจัดตั้งขึ้นต้องติดตามว่าผู้ประกอบการแต่ละแห่งจะใช้เวลาดำเนินงานยาวนานเท่าใด เนื่องจากช่องทางการออกจากปัญหาที่ถูกบีบเหลือเพียงช่องทางเดียวคือ การต้องดำเนินการให้ครบองค์ประกอบที่กำหนดในมาตรา 67 แห่งรัฐธรรมนูญ

จากนี้ไปคงต้องติดตามสถานการณ์แยกเป็นรายโครงการว่าแต่ละโครงการจะต้องใช้ระยะเวลาในการดำเนินงานในแต่ละขั้นตอนยาวนานเพียงใด ทั้งนี้แนวทางปฎิบัติต้องดำเนินไปตามกฎกระทรวงที่มีผลบังคับใช้ เมื่อวันที่ 30 ธ.ค.2552 ว่าด้วยหลักเกณฑ์ในการจัดทำรายงานEIA, HIA และการทำประชาพิจารณ์ และเมื่อวันที่ 11 ม.ค.2553 ว่าด้วยองค์กรอิสระ(ชั่วคราว) ที่จะเข้ามาทำหน้าที่ในการประเมินโครงการต่างๆ ซึ่งเป็นไปได้ที่แต่ละโครงการอาจใช้ระยะเวลาไม่เท่ากัน

แต่จากการที่ฝ่ายวิจัยได้สอบถามกรอบเวลาในการดำเนินงานจากผู้ประกอบการบางราย พบว่าอาจต้องใช้ระยะเวลาอยู่ในช่วง8–14 เดือน ขึ้นอยู่กับประเภทและความพร้อมของแต่ละโครงการ อย่างไรก็ตามช่วงระยะเวลาที่ใช้ในการดำเนินการดังกล่าว ไม่ได้หมายความว่า โครงการจะต้องเลื่อนกำหนดการดำเนินงานออกไปด้วยกรอบเวลาเดียวกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแผนการเดิมของแต่ละโครงการมีกำหนดที่จะก่อสร้างแล้วเสร็จ และเปิดดำเนินการเมื่อใด ซึ่งในกรณีของโครงการที่งานก่อสร้างใกล้เสร็จ และเตรียมเปิดดำเนินงาน น่าจะได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยกรอบระยะเวลาในการดำเนินงานอาจถูกเลื่อนออกไปใกล้เคียงกับช่วงเวลาที่ใช้ในการดำเนินการให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 67 วรรค 2

แต่สำหรับโครงการที่ยังอยู่ระหว่างการดำเนินงานก่อสร้างในขั้นต้นและยังเหลือช่วงระยะเวลาในการเปิดดำเนินการตามแผนเดิมอีกยาวนาน ก็น่าจะได้รับผลกระทบจากการเลื่อนการเปิดดำเนินโครงการน้อยกว่า เนื่องจากฝ่ายวิจัยเห็นว่ากระบวนการต่างๆ สามารถดำเนินงานควบคู่ไปกับการดำเนินโครงการตามปกติได้ประเด็นเรื่อง องค์การอิสระชั่วคราว ก็เป็นอีกปมปัญหาที่ต้องติดตามประเด็นในเรื่องของการจัดตั้งองค์การอิสระ ถือเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่น่าจับตามอง

ทั้งนี้หากจะจัดตั้งเป็นองค์กรอิสระ แบบถาวรจะต้องใช้กระบวนการในการดำเนินงานที่ค่อนข้างจะยาวนาน เนื่องจากต้องมีการร่างพระราชบัญญัติ เพื่อรองรับการจัดตั้งองค์การดังกล่าวขึ้นมา ซึ่งอาจไม่ทันต่อการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในมาบตาพุดในปัจจุบัน รัฐบาลจึงตัดสินใจที่จะจัดตั้งองค์การอิสระชั่วคราวขึ้นมา เพื่อทำหน้าที่ดังกล่าว โดยได้ออกเป็นระเบียบสำนักนายกรัฐมตรีเมื่อ 11 ม.ค.2553 และลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 12 ม.ค.2553 ว่าด้วยการประสานงานการให้ความเห็นขององค์การอิสระ ในโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง โดยตามระเบียบดังกล่าวได้จัดให้มีคณะกรรมการประสานงานการให้ความเห็นขององค์การอิสระ ซึ่งมีหน้าที่
1. ประสานการดำเนินการให้ผู้แทนองค์การเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาที่จัดการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมหรือทรัพยากรธรรมชาติ หรือด้านสุขภาพตกลงร่วมกันจัดตั้งเป็นองค์การอิสระ
2. สนับสนุน ให้คำปรึกษา แนะนำ และช่วยเหลือในการดำเนินการขององค์การอิสระให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
3. เสนอต่อ ค.ร.ม. ในการกำหนดแนวทางปฏิบัติราชการของหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงาน ตลอดจนค่าใช้จ่ายขององค์การอิสระ
4. ประสานงานกับหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องเพื่อประโยชน์ในการดำเนินการให้ความเห็นขององค์กรอิสระ
5. พิจารณาเสนอแนะแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวกับการดำเนินการตามระเบียบนี้ต่อ ครม. , หน่วยงานรัฐ หรือองค์กรอิสระ
6. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานเพื่อปฏิบัติการตามที่คณะกรรมการมอบหมาย
7. ปฏิบัติการอื่นตามที่คณะรัฐมนตรีมอบหมาย

ล่าสุดได้มีกระแสการคัดค้านการจัดตั้งองค์การอิสระชั่วคราวดังกล่าวออกมา เฉพาะอย่างยิงจากสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน โดยเห็นว่าการจัดตั้งองค์การอิสระดังกล่าว อาจขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ จึงเริ่มมีการเคลื่อนไหวที่จะยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง ซึ่งฝ่ายวิจัยเห็นว่าหากมีประเด็นปัญหาในเรื่องาของการจัดตั้งองค์การอสิระขึ้นมา ก็อาจส่งผลทำให้การดำเนินโครงการต่างๆ เกิดความล่าช้ามากไปกว่าเดิมได้ จึงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

ฉุดหุ้นใหญ่
ผลการวินิจฉัยดังกล่าวของศาลปกครอง คาดว่าน่าจะส่งผลเชิงลบต่อการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจาการต้องเลื่อนการดำเนินโครงการต่างๆ ออกไป และอาจมีส่วนในการสร้างแรงกดดันต่อภาพรวมของตลาด เนื่องจากหุ้นที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่เป็นหุ้นที่มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด( มาร์เก็ตแคป )ขนาดใหญ่

ทั้งนี้ฝ่ายวิจัยได้ประเมินผลกระทบของการที่ 64 โครงการต้องระงับการดำเนินโครงการชั่วคราว โดยพิจารณาใน 2แง่มุม ได้แก่ แง่มุมของผลประกอบการปี 2553 และมุมมองในด้านการเคลื่อนไหวราคาหุ้น

• ในส่วนของผลกระทบต่อผลประกอบการ ภายใต้สมมุติฐานว่าการดำเนินโครงการต่างๆ จะถูกเลื่อนกำหนดออกไปจากเดิม 12 เดือน พบว่า จะทำให้ผลประกอบการของ 8 บริษัทที่ได้รับผลกระทบลดลงประมาณ 7,200 ล้านบาท โดยบริษัทปตท.( PTT )ได้รับผลกระทบมากที่สุดเพราะนอกจากจะมีโครงการที่ดำเนินการโดยตรงได้รับผลกระทบแล้ว อีกส่วนหนึ่งยังเกิดจากการจัดทำงบการเงินรวมกับบริษัทในเครือที่ได้รับผลกระทบอีกส่วนหนึ่งด้วย (ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นการนับซ้ำ) ทั้งนี้หากไม่นับ PTT บริษัทที่ถูกคาดหมายว่าผลประกอบการจะได้รับการกระทบมากที่สุดได้แก่ บริษัทปตท.เคมิคอล(PTTCH )ส่วนในกรณีของ บริษัทปูนซิเมนต์ไทย(SCC )ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน แต่ในการจัดทำประมาณการในช่วงก่อนหน้านี้ได้ถูกกำหนดสมมุติฐานที่เข้มงวดไว้อยู่แล้ว จึงไม่ต้องทำการปรับลดประมาณการอีก

• ในส่วนของการเคลื่อนไหวราคาหุ้น ฝ่ายวิจัยได้เปรียบเทียบระดับราคาหุ้น ก่อนที่ศาลปกครองจำมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวออกมาเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 29 ก.ย.2552 กับราคาหุ้นล่าสุด (ราคาปิด 22 ม.ค.2553) พบว่า ปัจจุบันมี 3 บริษัทที่ราคาหุ้นยังต่ำกว่าวันก่อนที่ศาลฯ มีคำสั่ง ได้แก่ PTT (-10.9%),บริษัทปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม(PTTEP) (-5.5%), บริษัทโกลว์พลังงาน(GLOW) (5.9%) และบริษัทวีนิไทย( VNT )(-3.7%) จึงเห็นว่าหุ้นในกลุ่มนี้น่าจะได้รับแรงกดดันเพิ่มอีกไม่มาก

ส่วนหุ้นที่คาดหมายว่าน่าจะได้รับแรงกดดันมากที่สุดน่าจะเป็น PTTCH เนื่องจากเป็นโครงการที่ได้รับผลกระทบในด้านของผลประกอบการอยู่ในระดับต้นๆ อีกทั้งยังราคาหุ้นปัจจุบัน ยังสูงกว่าระดับ ณ วันก่อนที่ศาลมีคำสั่งระงับผลกระทบในด้านของกำไรตลาดฯ มีไม่มากนัก แต่ ผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุนนั้นรุนแรงกว่าในส่วนของภาพรวมผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนโดยภาพรวมถือได้ว่ามีไม่มากนัก เนื่องจากเมื่อนำผลกระทบดังกล่าวมาเทียบกับฐานกำไรรวมของบริษัทจดทะเบียนซึ่งอยู่ที่ระดับสูงกว่า 5 แสนล้านบาท/ปี แล้วเห็นได้ว่าเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก ซึ่งเมื่อรวมผลกระทบดังกล่าวเข้าไปแล้ว

ฝ่ายวิจัยพบว่าอัตราเติบโตกำไรต่อหุ้น( EPS Growth )ของตลาดหุ้นไทยยังน่าจะอยู่ที่ระดับ 13% แต่ผลกระทบที่น่าจับตามากกว่าได้แก่ผลกระทบในเชิงของ บรรยากาศการลงทุน ซึ่งจะทำให้ความเชื่อมั่นในการลงทุนลดลงภายใต้สถานการณ์แวดล้อมที่มีหลายปัจจัยกดดันตลาด ไม่ว่าจะเป็นกรณีเรื่องปัญหาในมาบตาพุด และสถานการณ์ทางการเมืองที่มีแนวโน้มร้อนแรงขึ้นมาทุกขณะ หากไม่มีผลทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจปี2553 อยู่ที่ระดับต่ำกว่า 3% และไม่ทำให้ EPS Growth ของตลาดรวมไม่น้อยลงไปกว่า 13%

ฝ่ายวิจัยเชื่อว่าที่ระดับสัดส่วนราคาต่อกำไร( P/E )12 เท่า น่าจะทำหน้าที่เป็นแนวรับที่มีเสถียรภาพของตลาดหุ้นไทย ทั้งนี้ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ที่ระดับ P/E 12 เท่า ก็ทำหน้าเป็นแนวรับที่แข็งแกร่งมาหลายครั้ง และที่ระดับ P/E 12 เท่า จะให้มูลค่าดัชนีหุ้นไทย( SET Index )ที่เหมาะสม ณ สิ้นเดือน มี.ค.2552 690 จุด และหากคำนวณ มาเพื่อหาราคาปิด ณสิ้นเดือน ก.พ. 2553 และ ม.ค.2553 จะอยู่ที่ 676 จุด และ 683 จุด ตามลำดับ ซึ่งเห็นได้ว่าความเสี่ยงสูงสุดต่อการปรับตัวลดลงของ SET Index เมื่อเทียบกับราคาปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 5%

สำหรับนักลงทุนระยะยาวฝ่ายวิจัย แนะนำให้ทยอยซื้อหุ้นเมื่อราคาอ่อนตัวลงมา โดยยังเน้นไปที่หุ้นที่มีผลตอบแทนในรูปเงินปันผล (Dividend Yield) สูง เนื่องจากเทศกาลเงินปันผลกำลังใกล้เข้ามาทุกขณะและหลายบริษัทยังให้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างสูง การเข้าไปซื้อเมื่อราคาหุ้นอ่อนตัวจึงน่าจะสร้างผลตอบแทนที่น่าพอใจ สำหรับการลงทุนในช่วง 3 เดือนข้างหน้า สำหรับหุ้น High Dividend Yield นักลงทุนสามารถเลือกลงทุนได้

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด เบรนท์ฟอร์ด พบ ลิเวอร์พูล พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด เบรนท์ฟอร์ด พบ ลิเวอร์พูล พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69