
เจาะคุณสมบัติ-เงื่อนไขรับสิทธิ์ "สินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง"
โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งของ ธ.ก.ส. เปิดรับแล้วทั่วประเทศ วงเงิน 3 หมื่นล้านบาท กู้สูงสุด 1 แสนบาท รัฐช่วยจ่ายดอกเบี้ยครึ่งหนึ่ง เหลือจ่ายจริงเพียง 3% พร้อมสรุปคุณสมบัติและเงื่อนไขที่เกษตรกรต้องปฏิบัติก่อนรับสิทธิ์
KEY
POINTS
- ให้วงเงินกู้แก่เกษตรกรรายละไม่เกิน 100,000 บาท โดยรัฐบาลช่วยจ่ายดอกเบี้ยครึ่งหนึ่ง ทำให้เกษตรกรจ่ายจริงเพียง 3% ต่อปี และต้องชำระคืนภายใน 12 เดือน
- ผู้มีสิทธิ์ต้องเป็นลูกค้า ธ.ก.ส. ที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกร และเป็นผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจ 7 ชนิดที่โครงการกำหนด ได้แก่ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ยางพารา อ้อย และผลไม้
- ผู้กู้ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไข เช่น ผ่านการอบรมพัฒนาทักษะ ใช้เงินกู้ซื้อปัจจัยการผลิตจากแหล่งที่กำหนด และรับชำระค่าผลผลิตผ่านบัญชี ธ.ก.ส. เพื่อหักชำระหนี้
โครงการ “สินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง เพื่อลดต้นทุนการผลิต” ได้มีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันนี้ (3 กรกฎาคม 2569) ภายหลังการลงพื้นที่ติดตามงานของนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยรองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง และผู้จัดการ ธ.ก.ส. ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ ธ.ก.ส.ได้เริ่มเดินหน้าโครงการล่วงหน้าแล้ว โดยเปิดรับคำขอและทยอยปล่อยสินเชื่อตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายน 2569 เพื่อให้สอดรับกับฤดูกาลเพาะปลูกของเกษตรกรทั่วประเทศ ขณะที่กรอบระยะเวลาดำเนินโครงการกำหนดไว้ 3 ปี ไปจนถึงวันที่ 30 เมษายน 2572
โครงการดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาล ที่มุ่งเพิ่มการเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ เพื่อนำไปใช้ทั้งเป็นเงินทุนหมุนเวียนและจัดซื้อปัจจัยการผลิต ควบคู่กับการยกระดับภาคเกษตรไปสู่ระบบ “เกษตรแม่นยำ เกษตรมั่นคง และเกษตรยั่งยืน”
นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ระบุว่า โครงการมีวงเงินรวม 30,000 ล้านบาท ระยะเวลา 3 ปี กำหนดวงเงินกู้ไม่เกินรายละ 100,000 บาท โดยอ้างอิงจากต้นทุนปัจจัยการผลิตเฉลี่ยราว 5,000 บาทต่อไร่ ครอบคลุมพื้นที่ทำกินประมาณ 20 ไร่ต่อครัวเรือน ซึ่ง ธ.ก.ส.ประเมินว่าสามารถรองรับความต้องการระดับครัวเรือนได้อย่างเหมาะสม และช่วยลดภาระต้นทุนได้จริง
เงินสนับสนุนมาจากไหน
ธ.ก.ส.นำวงเงินตามมาตรา 28 จากโครงการเดิมราว 5,280 ล้านบาทมาสนับสนุนโครงการ แบ่งเป็นการชดเชยดอกเบี้ยประมาณ 3% วงเงิน 2,700 ล้านบาท และงบอบรม-ยกระดับทักษะเกษตรกรอีก 270 ล้านบาท รวมวงเงินสนับสนุน 2,970 ล้านบาท เพื่อรองรับการปล่อยสินเชื่อ 30,000 ล้านบาทในระยะ 3 ปี และหากความต้องการเพิ่มขึ้น ธ.ก.ส.พร้อมพิจารณาขยายวงเงินเพิ่มเติม
หลังเปิดกู้ มีความต้องการเท่าไร
หลังเปิดดำเนินการ พบว่ามีเกษตรกรในหลายพื้นที่เริ่มยื่นขอสินเชื่อแล้ว โดยเฉพาะอำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และจังหวัดอ่างทอง มียอดรวมราว 40 ล้านบาท ขณะที่ภาพรวมทั้งประเทศยังอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลตามรอบฤดูกาลเพาะปลูก สะท้อนความสนใจของเกษตรกรต่อมาตรการลดต้นทุนของภาครัฐ
มาดูหลักเกณฑ์และเงื่อนไข "สินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง"
- วงเงินโครงการ 30,000 ล้านบาท เปิดให้กู้ รายละไม่เกิน 100,000 บาท
- อัตราดอกเบี้ย 6% ต่อปี โดยรัฐบาลชดเชยดอกเบี้ย 3% ต่อปี ทำให้เกษตรกรจ่ายดอกเบี้ยจริงเพียง 3% ต่อปี
- ระยะเวลาชำระคืน ไม่เกิน 12 เดือน และต้องชำระคืนภายในกรอบเวลาของโครงการ (ไม่เกินวันที่ 30 เมษายน 2572)
ผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการ
- ต้องเป็น ลูกค้า ธ.ก.ส.
- ต้องขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับหน่วยงานภาครัฐ
- ต้องเป็นผู้ปลูก พืชเศรษฐกิจ 7 ชนิด ได้แก่ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ยางพารา อ้อย และผลไม้
เงื่อนไขที่ต้องปฏิบัติ
- ต้องผ่านการอบรมหรือพัฒนาทักษะ (Reskill/Upskill) ด้านการบริหารจัดการต้นทุน เช่น การใช้ปุ๋ยตามผลวิเคราะห์ดิน
- ต้องนำเงินกู้ไปจัดซื้อปุ๋ยหรือปัจจัยการผลิต ผ่านสถาบันเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน หรือแหล่งจำหน่ายที่ ธ.ก.ส. กำหนด
- ต้องใช้เมล็ดพันธุ์หรือพันธุ์พืชที่ผ่านการรับรองมาตรฐานตามคำแนะนำของหน่วยงานภาครัฐหรือที่ ธ.ก.ส. กำหนด
- ต้องรับชำระค่าผลผลิตผ่านบัญชีเงินฝากของ ธ.ก.ส. และยินยอมให้ธนาคารหักชำระหนี้จากบัญชีเมื่อครบกำหนด เพื่อรักษาสิทธิ์รับการชดเชยดอกเบี้ยจากรัฐบาล
สำหรับรายละเอียดสินเชื่อ ผู้กู้สามารถกู้ได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย โดยรัฐบาลช่วยรับภาระดอกเบี้ยครึ่งหนึ่ง ทำให้เกษตรกรจ่ายดอกเบี้ยจริงเพียง 3% ต่อปี และต้องชำระคืนเงินกู้ภายใน 12 เดือน
นอกจากการสนับสนุนด้านสินเชื่อแล้ว ธ.ก.ส. ยังนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเกษตรกรให้ทำเกษตรได้ง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
โดยมี “น้องเมฆฝน” AI Chatbot บนแอป BAAC Mobile ที่ช่วยแนะนำเรื่องการใช้ปุ๋ยและการเพาะปลูกให้เหมาะสมกับพืชแต่ละชนิด
รวมถึง “น้องดินดี” บน LINE Official Account ที่ช่วยวิเคราะห์คุณภาพดิน เพื่อให้เกษตรกรรู้ว่าพื้นที่ของตนเหมาะกับการปลูกพืชแบบไหน
ขณะเดียวกันยังมีระบบ Agri-Map Online ที่ช่วยวางแผนและแนะนำการเลือกปลูกพืชให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่จริง ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตในระยะยาว
ทั้งนี้ เกษตรกรที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียด หรือยื่นเข้าร่วมโครงการได้ที่ ธ.ก.ส. ทุกสาขาทั่วประเทศ







