posttoday
ส่งออก พ.ค.โต 10.6% รับอานิสงส์ AI หนุน คาดทั้งปีพุ่ง 8% ทุบสถิติใหม่

ส่งออก พ.ค.โต 10.6% รับอานิสงส์ AI หนุน คาดทั้งปีพุ่ง 8% ทุบสถิติใหม่

25 มิถุนายน 2569

ส่งออกไทยเดือนพ.ค.โต 10.6% ต่อเนื่อง 23 เดือน รับแรงหนุนลงทุน AI-Data Center และเร่งสั่งซื้อก่อนภาษีสหรัฐฯ ดัน 5 เดือนแรกโต 17% พาณิชย์ คาดทั้งปีแตะ 8 สูงสุดเป็นประวัติการณ์

KEY

POINTS

  • การส่งออกเดือนพฤษภาคม 2569 ขยายตัว 10.6% โดยมีปัจจัยหนุนหลักจากความต้องการสินค้าเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI และ Data Center ที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก
  • สินค้าอุตสาหกรรมที่เติบโตโดดเด่นคือกลุ่มคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และอุปกรณ์สื่อสารโทรคมนาคม ซึ่งเป็นผลจากการขยายตัวของอุตสาหกรรมดิจิทัล
  • ภาพรวม 5 เดือนแรกของปีส่งออกโต 17% และมีการคาดการณ์ว่าการส่งออกทั้งปีอาจขยายตัวถึง 8% ซึ่งจะเป็นสถิติใหม่

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า การส่งออกไทยเดือนพฤษภาคม 2569 มีมูลค่า 34,333.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1,095,139 ล้านบาท ขยายตัว 10.6% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และเป็นการขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 23 หากหักสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย การส่งออกยังขยายตัวได้ 8.6%

ปัจจัยสนับสนุนสำคัญยังมาจากความต้องการสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูงในตลาดโลก โดยเฉพาะการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่ขยายตัวต่อเนื่อง ส่งผลให้ความต้องการคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนสื่อสาร และสินค้าในห่วงโซ่อุตสาหกรรมดิจิทัลเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ ยังได้รับอานิสงส์จากการเร่งสั่งซื้อสินค้าของประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่ต้องการลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีนำเข้า รวมถึงความกังวลต่อปัญหาห่วงโซ่อุปทานโลก ทำให้คำสั่งซื้อจำนวนมากถูกดึงเข้ามาในช่วงครึ่งแรกของปี

ส่งผลให้ช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 ไทยส่งออกมูลค่า 162,085.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 17% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และหากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย จะขยายตัว 16.7% สะท้อนว่าภาคส่งออกยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก

เมื่อพิจารณารายสินค้า พบว่าสินค้าอุตสาหกรรมยังเป็นเครื่องยนต์หลักของการส่งออก โดยเดือนพฤษภาคมขยายตัว 14.4% ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 26 นำโดยเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ขยายตัว 26.8% เครื่องโทรศัพท์และอุปกรณ์ ขยายตัว 129.9% และเครื่องส่งวิทยุ โทรคมนาคม และอุปกรณ์สื่อสาร ขยายตัวสูงถึง 188.2% ขณะที่การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมในช่วง 5 เดือนแรกของปีขยายตัว 20.9%

ด้านสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร แม้ภาพรวมเดือนพฤษภาคมจะหดตัว 7.2% แต่ยังมีสินค้าหลายกลุ่มเติบโตโดดเด่น โดยเฉพาะผลไม้สดอย่างทุเรียนและเงาะ อาหารสัตว์เลี้ยง โกโก้และผลิตภัณฑ์ รวมถึงถั่วเขียวผิวมันที่ขยายตัวกว่า 225% ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 13 สะท้อนว่าสินค้าเกษตรเฉพาะกลุ่มของไทยยังมีศักยภาพเติบโตได้ดีในตลาดโลก

สำหรับตลาดส่งออกหลักสหรัฐฯยังคงเป็นดาวเด่น โดยเดือนพฤษภาคมขยายตัว 33.5% ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 32 ขณะที่อาเซียนขยายตัว 29.7% สหภาพยุโรปขยายตัว 18.4% และญี่ปุ่นขยายตัว 11.7% ส่วนจีนหดตัว 2.5% ในเดือนพฤษภาคม แต่ภาพรวม 5 เดือนแรกยังขยายตัวได้ 8.8% จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนที่ยังไม่แข็งแรงและอุปสงค์ภายในประเทศที่ยังชะลอตัว 

อย่างไรก็ตาม ไทยยังเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯในระดับสูง โดยเดือนพฤษภาคม 2569 เกินดุล 5.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และในช่วง 5 เดือนแรกเกินดุลสะสมราว 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยภาครัฐอยู่ระหว่างหารือแนวทางปรับโครงสร้างการค้าให้มีความสมดุลมากขึ้นและสอดคล้องกับผลประโยชน์ของทั้งสองประเทศ โดยไม่กระทบต่อภาคเกษตรและผู้ประกอบการไทย

ในทางกลับกัน ไทยยังขาดดุลการค้ากับจีนอย่างต่อเนื่อง โดยเดือนพฤษภาคมขาดดุลประมาณ 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และในช่วง 5 เดือนแรกขาดดุลสะสมกว่า 3.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนการพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบ สินค้าขั้นกลาง และสินค้าทุนจากจีนในระดับสูง

ขณะที่การนำเข้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากการลงทุนและการนำเข้าสินค้าทุน ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้าในเดือนพฤษภาคม 5,711.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และขาดดุลสะสมในช่วง 5 เดือนแรกของปี 25,209.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

"จากตัวเลขส่งออก 5 เดือนแรกที่โตถึง 17% ทำให้มีโอกาสสูงที่การส่งออก ทั้งปีนี้ ขยายตัวได้มากกว่าเป้าหมายเดิม โดยหากครึ่งปีหลังยังรักษาระดับการเติบโตได้ต่อเนื่อง การส่งออกทั้งปีมีโอกาสแตะระดับ 8% ซึ่งจะเป็นอัตราการเติบโตสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หากสถานการณ์สงครามและความขัดแย้งต่างๆ ทั่วโลกมีความราบรื่นและ เรียบสงบ จะช่วยลดแรงกดดันสำคัญ คือ ลดต้นทุนการผลิตและค่าโลจิสติกส์ที่แพงขึ้น และช่วยให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวจากภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งจะส่งผลให้ดีมานทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้น ทำให้การส่งออกไทยมีโอกาสขยับจากการเติบโต 8% ไปสู่ระดับเลข 2 หลัก หรือประมาณ 10% ได้"

อย่างไรก็ตาม แม้แนวโน้มการส่งออกไทยในช่วงครึ่งปีหลังยังมีทิศทางสดใส แต่ภาครัฐยังคงติดตามปัจจัยเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งแม้จะเริ่มมีสัญญาณผ่อนคลายมากขึ้น แต่ยังต้องติดตามความชัดเจนของการเจรจาและข้อตกลงต่าง ๆ ในช่วง 30-60 วันข้างหน้า

อีกประเด็นสำคัญคือ สถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและสินค้าสำคัญของโลก หากสถานการณ์คลี่คลายได้ตามคาด จะช่วยลดแรงกดดันด้านต้นทุนพลังงาน ค่าระวางเรือ และความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทานโลก
ส่วนกรณีที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% สะท้อนว่ายังต้องติดตามทิศทางเศรษฐกิจโลกและปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มขยายตัวในระดับเพียงกว่า 2%

ข่าวล่าสุด

ออมสินชวนรีไฟแนนซ์บ้าน เปลี่ยนยอดผ่อนหนักให้เบาลง

ออมสินชวนรีไฟแนนซ์บ้าน เปลี่ยนยอดผ่อนหนักให้เบาลง