posttoday
รัฐแนะทางรอดประเทศไทย-4 เอกชน ร่วมแชร์ประสบการณ์สู่ความยั่งยืน

รัฐแนะทางรอดประเทศไทย-4 เอกชน ร่วมแชร์ประสบการณ์สู่ความยั่งยืน

08 กรกฎาคม 2569

รัฐ แนะทางรอดประเทศไทย ด้าน 4 เอกชน “แสนสิริ-ซาบีน่า-ยูนิลีเวอร์-LACO” ร่วมแชร์ประสบการณ์จุดประกายสู่ความยั่งยืน ในงาน EARTH JUMP 2026

EARTH JUMP 2026 ปีที่ 4 งานฟอรัมใหญ่แห่งปีด้านความยั่งยืน จัดโดย ธนาคารกสิกรไทย (KBank) ร่วมกับพันธมิตรระดับโลก และในประเทศ ภายใต้ธีม A Bridge To Empowered Actions มุ่งเชื่อมโยงองค์ความรู้ เครื่องมือ และโซลูชันที่ช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถ ลงมือทำได้จริง เพื่อปรับตัว รับมือกฎระเบียบด้านสภาพภูมิอากาศ และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในโลกเศรษฐกิจยุคใหม่

ในงาน EARTH JUMP 2026 : A Bridge To Empowered Actions ได้รับเกียรติจาก นางศุภจี สุธรรมพันธุ์  รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวในหัวข้อ “ปลายทางเศรษฐกิจไทย ไปทางไหนต่อ” ว่า เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ เนื่องจากปัจจุบัน ภูมิรัฐศาสตร์มีผลโดยตรงต่อภูมิเศรษฐศาสตร์ โลกแบ่งเป็นหลายขั้วอำนาจ ทำให้ไทยต้องระวังและวางตัวให้ดีในการทำข้อตกลงทางการค้า 

แม้เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1/2569 เติบโตถึง 2.8% สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยมี “พระเอก” คือ การลงทุนและการส่งออก โดยยอดการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI เมื่อปี 2568 สูงเกือบ 1.9 ล้านล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) แต่เมื่อดูไส้ใน พบว่า กระจุกตัวอยู่ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น Data Center และ Cloud Service ซึ่งมีลักษณะเป็น “Tech Dominated” ทำให้การเชื่อมโยงสู่การจ้างงานในวงกว้างหรือการใช้วัตถุดิบจาก SME ในประเทศยังมีจำกัด

ด้านการส่งออกในปี 2568 มีมูลค่า 11.1 ล้านล้านบาท เติบโตถึง 12.9% ก็เผชิญกับ “ภาวะกระจุกตัว” ใน 3 มิติสำคัญ

  • กระจุกตัวด้านตลาด: 1 ใน 3 ของการส่งออกไทยพึ่งพาเพียงสองขั้วอำนาจ คือ สหรัฐฯ และจีน ซึ่งมีความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์สูง
  • กระจุกตัวด้านผู้เล่น: ผู้ส่งออกรายใหญ่เพียง 7,000 ราย สร้างรายได้ถึง 88% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด ในขณะที่ SME อีกกว่า 20,000 ราย มีส่วนแบ่งเพียง 12%
  • กระจุกตัวด้านสินค้า: สินค้าไทยมี Local Content ไม่มากพอ เรามักนำเข้าชิ้นส่วนมาประกอบแล้วส่งออก ทำให้มูลค่าเพิ่มที่ตกอยู่กับคนในประเทศมีน้อย

 

ศุภจี สุธรรมพันธุ์

 

สำหรับนโยบายภาครัฐมีทั้งระยะสั้น-กลาง-ยาว เพื่อแก้ปัญหาและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ประกอบด้วย

1.ลดภาระค่าครองชีพ: เป็นมาตรการระยะสั้นเพื่อช่วยเหลือประชาชนในเบื้องต้นเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

2.เสริมรายได้ (เน้นกลุ่มคนตัวเล็กและ SME): มุ่งเป้าไปที่การเพิ่มศักยภาพให้ SME ซึ่งถือเป็นฟันเฟืองใหญ่ของประเทศ โดยแบ่งเป็น 3 ด้านย่อย

  • การเข้าถึงแหล่งทุน: เสนอให้ใช้ ทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property) หรือ กระแสเงินสด (Cash Flow) มาเป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อแทนการใช้สินทรัพย์ถาวร (Asset) เพื่อให้รายเล็กเข้าถึงเงินทุนได้ง่ายขึ้น
  • การใช้เทคโนโลยี: สนับสนุนให้ SME นำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต (Productivity) โดยอาศัยความร่วมมือจากองค์กรใหญ่และภาครัฐในการถ่ายทอดความรู้
  • การหาตลาดใหม่: ผลักดันให้ SME มองหาโอกาสในตลาดต่างประเทศ โดยใช้ความยั่งยืนเป็นจุดขายและสร้างความเชื่อมั่นผ่าน Trust Currency

3.ปรับแก้กฎระเบียบและมาตรฐาน: ปรับปรุงกฎหมายและข้อบังคับต่าง ๆ ให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นสากลตามมาตรฐาน OECD เพื่อสร้างความเชื่อถือให้กับคู่ค้าทั่วโลก ซึ่งถือเป็นสกุลเงินที่สำคัญที่สุดในการค้ายุคใหม่

นางศุภจี ระบุว่า ความยั่งยืนไม่ใช่แค่เรื่องของกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) อีกต่อไป แต่เป็นกลไกการค้าใหม่ที่ทั่วโลกบังคับใช้ เช่น มาตรการ CBAM และ EUDR ของยุโรป หากไทยไม่ปรับตัว จะไม่สามารถรักษาตลาดเดิมไว้ได้ อย่างไรก็ตาม หากมองให้เป็นโอกาส ความยั่งยืนจะเป็น “สปริงบอร์ด” ไปสู่ตลาดใหม่

“การเปลี่ยนผ่านไปสู่ความยั่งยืน ซึ่งไม่ใช่แค่ CSR แต่เป็นทางรอดของเศรษฐกิจไทย เพื่อให้สามารถแข่งขันในเวทีโลกที่มีมาตรการเข้มงวดด้านสิ่งแวดล้อมได้” 

นางศุภจี ได้ยกตัวอย่างโอกาสในตลาดอินเดีย ซึ่งไทยสามารถใช้ช่องว่างเรื่องความยั่งยืนในการเจาะตลาดชนชั้นกลางของอินเดียที่มีกว่า 400 ล้านคน โดยนำเสนอวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อแก้ปัญหามลภาวะในอินเดีย และการสร้างความร่วมมือแบบ Co-creation หรือการเป็นหุ้นส่วนในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Partnership) จะช่วยเปลี่ยนจากการแข่งขันเรื่องราคา มาเป็นการสร้างมูลค่าร่วมกันและขยายไปสู่ตลาดที่สาม

ทั้งนี้ เพื่อให้ก้าวผ่านช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ไปได้อย่างมั่นคง ผู้ประกอบการควรปรับทัศนคติและเริ่มดำเนินการตาม 3 แนวทาง

  • T - Think Big: ต้องคิดให้ครบวงจร มองการณ์ไกลทั้งระยะสั้นและระยะยาว วางกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับเทรนด์โลก
  • A - Act Small: เริ่มต้นลงมือทำจากจุดเล็ก ๆ หรือทำโครงการนำร่อง (Pilot Project) เพื่อลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วเกินไป
  • M - Move Right: หาจังหวะเวลาในการเข้าสู่ตลาดให้ถูกต้อง ไม่เข้าเร็วเกินไปจนตลาดไม่รองรับ และไม่เข้าช้าเกินไปจนกลายเป็นสงครามราคา

4 เอกชน ร่วมแชร์ประสบการณ์สู่ความยั่งยืน

สำหรับงาน EARTH JUMP 2026 อัดแน่นด้วยองค์ความรู้จากนักธุรกิจชั้นนำกว่า 60 ราย ที่จะมาบรรยาย ซึ่งมี 4 ท่าน ที่ร่วมเล่าประสบการณ์ด้านความยั่งยืนได้อย่างน่าสนใจ 

ถอดรหัสความสำเร็จ 42 ปี “แสนสิริ” สู่ผู้นำความยั่งยืน

นายอุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวในหัวข้อ “พลิกเกมส์ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ด้วยความยั่งยืน” ว่า ตลอดระยะเวลา 42 ปี ในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ แสนสิริได้วางรากฐานธุรกิจโดยยึดถือแนวคิดที่ว่า “บ้านคือจุดเริ่มต้นของความสุขและคุณภาพชีวิต” 

ปัจจุบันแสนสิริไม่ได้เป็นเพียงผู้พัฒนาที่อยู่อาศัยรายใหญ่ที่มีโครงการครอบคลุมทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศ พร้อมสินทรัพย์รวมกว่า 1.5 แสนล้านบาทเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้นำการทำธุรกิจแบบยั่งยืน (Sustainability) สามารถเติบโตควบคู่ไปกับผลประกอบการที่แข็งแกร่งได้ โดยมีการจ่ายผลตอบแทนคืนสู่ผู้ถือหุ้นในอัตรา 9-10% อย่างต่อเนื่อง

แสนสิริให้ความสำคัญกับกิจกรรมเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (CSR) มาโดยตลอด เช่น การเป็นพันธมิตรกับ UNICEF มานานกว่า 10 ปี เพื่อสนับสนุนด้านกีฬา การศึกษา และโภชนาการสำหรับเด็ก อย่างไรก็ตาม จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2564 เมื่อโลกเริ่มตระหนักถึงวิกฤตสิ่งแวดล้อม ทำให้แสนสิริยกระดับเรื่องความยั่งยืนขึ้นเป็น “แกนหลัก” ของการดำเนินธุรกิจอย่างเต็มตัว

โดยแสนสิริได้กำหนดเป้าหมายสู่การเป็นองค์กร Net Zero ในปี 2050 เริ่มจากการสำรวจ “ต้นทุนคาร์บอน” ของบริษัท ซึ่งพบว่ามีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 2 ล้านตันต่อปี ตัวเลขนี้ไม่ได้คำนวณเพียงแค่กระบวนการก่อสร้างเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการคาดการณ์การใช้พลังงานและทรัพยากรของลูกบ้านล่วงหน้าถึง 60 ปี แล้วคิดย้อนกลับมาเป็นต้นทุนคาร์บอนของบริษัท เพื่อวางแผนลดผลกระทบอย่างยั่งยืน

 

อุทัย อุทัยแสงสุข

 

ดังนั้น เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย Net Zero แสนสิริได้นำแนวคิด 3 Green Framework มาใช้

1.Green Design (การออกแบบสีเขียว): เน้นการออกแบบบ้านให้สอดคล้องกับสภาพอากาศร้อนของไทย โดยใช้การจัดวางทิศทางลมเพื่อระบายความร้อน (Ventilation) และการออกแบบที่โปร่งโล่ง เพื่อลดการใช้พลังงานจากเครื่องปรับอากาศ รวมถึงการนำหลัก Universal Design มาใช้เพื่อให้บ้านตอบโจทย์คนทุกวัย

2.Green Procurement (การจัดซื้อสีเขียว): คัดเลือกวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและดีต่อสุขภาพ เช่น วัสดุที่ไม่มีสารระเหยง่าย และการทำงานร่วมกับคู่ค้ากว่า 400 ราย เพื่อขับเคลื่อนห่วงโซ่อุปทานสีเขียวไปด้วยกัน

3.Green Construction (การก่อสร้างสีเขียว): ใช้เทคโนโลยี Precast จากโรงงานของแสนสิริเอง ซึ่งช่วยลดเศษวัสดุเหลือทิ้ง (Waste) จากเดิม 10% เหลือเพียง 1-2% เท่านั้น นอกจากนี้ ผนัง Precast ยังช่วยป้องกันความร้อนได้ดีกว่าการก่อสร้างทั่วไป

นอกจากนี้ แสนสิริเป็นผู้ริเริ่มนำนวัตกรรมใหม่ ๆ เข้ามาใช้ในวงการอสังหาริมทรัพย์ เช่น

  • บ้านปลอดฝุ่น: เป็นรายแรกที่ติดตั้งเครื่องกรองอากาศที่สามารถป้องกันฝุ่น PM 2.5 และสร้างสภาวะแรงดันบวก (Positive Pressure) ภายในบ้าน
  • พลังงานสะอาด: ติดตั้ง Solar Cell และ EV Charger ในโครงการบ้านเดี่ยวและคอนโดมิเนียมเป็นเจ้าแรก ๆ เพื่อสนับสนุนการใช้พลังงานทางเลือก
  • บ้านต้นแบบความยั่งยืน: มีการทดลองสร้างบ้านที่ลดการปล่อยคาร์บอนได้ถึง 80% ผ่านการใช้พลังงานหมุนเวียน แบตเตอรี่ และระบบรีไซเคิลน้ำ

นายอุทัย กล่าวว่า ความสำเร็จของแสนสิริยังเกิดจากการสนับสนุนของภาคการเงิน โดยเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายแรกที่ร่วมมือกับธนาคารกสิกรไทย (KBank) ในการทำ Green Financing โครงการของแสนสิริผ่านเกณฑ์มาตรฐาน Thailand Taxonomy ซึ่งเป็นเกณฑ์การวัดระดับความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด โดยมีการประเมินความเข้มข้นของการปล่อยคาร์บอน (Emission Intensity) และตรวจสอบโดยหน่วยงานภายนอก (Third Party) เพื่อความโปร่งใส

ทั้งนี้ การดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานความยั่งยืนสร้างประโยชน์แบบ Win-Win ในหลายมิติ ประกอบด้วย 

  • ลูกบ้าน: ได้บ้านที่มีคุณภาพชีวิตดี สุขภาพแข็งแรง และประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาว เช่น ค่าไฟฟ้าและค่าส่วนกลางที่ลดลงจากการใช้พลังงานสะอาด
  • องค์กร: สร้างภาพลักษณ์แบรนด์อันดับ 1 ที่ผู้บริโภคไว้วางใจ และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม (Green Premium) ให้กับสินทรัพย์ในอนาคต
  • ประเทศชาติ: ช่วยยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero

“ซาบีน่า” ปฏิวัติอุตสาหกรรมชุดชั้นในสู่ความยั่งยืน 

นางสาวดวงดาว มหะนาวานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซาบีน่า จำกัด (มหาชน) กล่าวในหัวข้อ “The Perfect Fit for the Planet: ถักทอความพอดีสู่สมการความยั่งยืน” ว่า ในยุคที่ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมกลายเป็นวิกฤตระดับโลก “ความยั่งยืน” จึงไม่ใช่เพียงทางเลือกอีกต่อไป แต่คือ “ทางรอด” ที่ทุกภาคส่วนต้องให้ความสำคัญ 

สำหรับ “ซาบีน่า” (Sabina) แบรนด์ชุดชั้นในไทย การขับเคลื่อนธุรกิจในปัจจุบันไม่ได้มองเพียงแค่ตัวเลขผลกำไรในงบการเงินเท่านั้น แต่ยังรวมถึง “ต้นทุนแฝง” ทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจากทุกยอดขาย ซึ่งบริษัทตระหนักดีว่ายิ่งขายดีเท่าไหร่ ก็ยิ่งอาจเป็นการสร้างภาระขยะให้กับโลกมากขึ้นเท่านั้น 

เมื่อพิจารณาจากสถิติ พบว่า ประเทศไทยมีขยะสิ่งทอสูงถึง 2 ล้านตันต่อปี และชุดชั้นในส่วนใหญ่นั้นไม่สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ ซาบีน่าจึงได้วางรากฐานการดำเนินงานผ่านกลยุทธ์ 3 ขั้นตอนที่ครอบคลุมตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ดังนี้

1.ต้นคิดและนวัตกรรม (Design & Innovation)

จุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดคือการออกแบบเพื่อลดภาระแก่สิ่งแวดล้อมตั้งแต่อยู่ในกระดาษ โดยเน้นการลดการใช้ “Virgin Material” หรือวัตถุดิบใหม่ที่ผลิตจากปิโตรเลียม 

2.ขยะเป็นศูนย์จากสายการผลิต (Zero Waste Production)

ซาบีน่า ตั้งเป้าหมายลดขยะจากกระบวนการผลิตให้เป็นศูนย์ (Zero Waste) ผ่านกระบวนการ “Upcycling” หรือการนำเศษวัสดุที่เหลือจากการตัดเย็บ เช่น เศษผ้าและสายยางยืด มาสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยมีการจัดตั้ง “โครงการธนาคารขยะ” ที่โรงงานยโสธร เพื่อเป็นศูนย์กลางการจัดเก็บเศษวัสดุ

  • สร้างรายได้ให้ชุมชน: พนักงานและคนในชุมชนสามารถเบิกเศษวัสดุเหล่านี้ไปผลิตเป็นสินค้า เช่น ยางรัดผม ไม้ขนไก่จากเศษผ้า หรือพรมเช็ดเท้า แล้วนำกลับมาขายคืนให้โครงการ
  • การต่อยอดทางสังคม: รายได้จากการขายสินค้าอัปไซเคิลเหล่านี้จะถูกนำไปเป็นทุนการศึกษา ระดับปริญญาตรีให้กับผู้ที่ขาดโอกาส นอกจากนี้ยังมีการนำเศษผ้ามาเย็บเป็นหมวกสำหรับผู้ป่วยมะเร็งที่ต้องรับเคมีบำบัดอีกด้วย

 

ดวงดาว มหะนาวานนท์

 

3.การจัดการหลังการใช้งาน (Post-Consumer Management)

เนื่องจากชุดชั้นในที่ใช้แล้วไม่สามารถบริจาคต่อได้ด้วยเหตุผลด้านสุขลักษณะ ซาบีน่าจึงริเริ่มโครงการ “New Life Bra Cycle” มากว่า 5 ปี เพื่อรับผิดชอบต่อสินค้าที่หมดอายุการใช้งาน

  • การกำจัดที่ถูกวิธี: ชุดชั้นในเก่าที่ได้รับบริจาคจะถูกส่งต่อไปยังระบบการเผาในระบบปิดเพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงานสะอาด แทนการฝังกลบ ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซพิษและก๊าซเรือนกระจก
  • นวัตกรรมบรรจุภัณฑ์: ซาบีน่าได้ออกแบบถุงพัสดุแบบ “Double Layer” สำหรับการสั่งซื้อออนไลน์ โดยลูกค้าสามารถใช้ถุงใบเดิมใส่ชุดชั้นในเก่าเพื่อส่งกลับมายังโครงการได้ทันที เป็นการส่งเสริมการใช้ซ้ำ (Reuse) และอำนวยความสะดวกในการรีไซเคิล

ขณะเดียวกัน เพื่อสร้างความตระหนักรู้แก่ผู้บริโภค ซาบีน่า ได้เปิดตัว “Green Living Store” ซึ่งเป็นร้านค้าที่ออกแบบภายใต้แนวคิด Eco-design โดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) ออกแบบให้รับแสงธรรมชาติเพื่อลดการใช้ไฟฟ้า และใช้วัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ความมุ่งมั่นนี้ส่งผลให้ซาบีน่าสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 ลดได้ถึง 258.5 ตันคาร์บอน และยังได้รับรางวัล Best Supply Chain Management Award เป็นบริษัทแรกในกลุ่มอุตสาหกรรมนี้ ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการดูแลโลกและชุมชนสามารถทำได้จริงและยั่งยืน

โรดแมป 2030 “ยูนิลีเวอร์” ชู AI-นวัตกรรมดิจิทัล ขับเคลื่อนการเติบโตยั่งยืน 

นายชาร์ล ชุง รองประธานกรรมการบริหารซัพพลายเชน กลุ่มบริษัทยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย กล่าวในหัวข้อ “พิชิต Net Zero ด้วย AI-Powered Path to Net Zero” ว่า ยูนิลีเวอร์ ในฐานะผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ของโลกที่มีผู้ใช้งานกว่า 3.7 พันล้านคนต่อวัน ได้ประกาศก้าวสำคัญผ่านแผนปฏิบัติการ “2030 Growth Action Plan” มุ่งเน้นการใช้ AI เพื่อเร่งการเติบโตและลดต้นทุนผ่าน 6 ด้านหลัก

  • Customer Enablement: ใช้ AI ปฏิรูปการวางแผนกลยุทธ์และการพัฒนาลูกค้า เพื่อความเข้าใจผู้ซื้อและตลาดที่ดีขึ้น
  • Marketing & Supply Chain: ใช้ AI สร้างคอนเทนต์อย่างรวดเร็วผ่านเครื่องมืออย่าง Pencil Pro ช่วยลดต้นทุนโฆษณาได้สูงสุด 90% และประหยัดเงินได้ 10 ล้านยูโรในปีที่ผ่านมา
  • Digital R&D: ใช้ AI และโปรแกรม “R&D Assistant v1” ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์กว่า 4,000 คนเข้าถึงรายงานวิจัย 1.5 แสนฉบับ เร่งการค้นพบวัสดุใหม่และลดเวลาการนำสินค้าเข้าสู่ตลาด
  • Autonomous Factories: โรงงานอัจฉริยะที่ใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพแรงงาน 3.6% และลดต้นทุนการผลิต
  • Procurement: ใช้ AI ในการจัดซื้อและคาดการณ์ราคาวัตถุดิบแม่นยำถึง 90% ลดเวลาทำสัญญาจาก 4 วันเหลือเพียง 1 ชั่วโมง
  • Fulfillment (Sky 3.0): การใช้ AI ร่วมกับผู้ค้าปลีกเพื่อเพิ่มยอดขายและประสิทธิภาพการจัดส่ง โดยคาดว่าจะประหยัดต้นทุนได้ 40 ล้านยูโรในปี 2026

 

ชาร์ล ชุง

 

ทั้งนี้ ประเทศไทยถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญที่ยูนิลีเวอร์นำโมเดลระดับโลกมาปรับใช้ได้อย่างโดดเด่น ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย มุ่งมั่นเดินหน้าตามพันธกิจความยั่งยืน โดยโรงงานเกตเวย์ (Gateway Factory) ประสบความสำเร็จในการใช้พลังงานหมุนเวียนแล้วกว่า 30% ผ่านการใช้พลังงานชีวมวลและโซลาร์เซลล์ และกำลังมุ่งสู่เป้าหมายพลังงานหมุนเวียน 100% ในอนาคตอันใกล้

ด้านการจัดการขยะพลาสติก ยูนิลีเวอร์ในไทยสามารถลดการใช้พลาสติกใหม่ลงได้ 29% และบรรจุภัณฑ์ชนิดแข็งกว่า 83% ได้รับการออกแบบให้สามารถนำกลับมาใช้ใหม่หรือรีไซเคิลได้ อีกทั้งยังมีการใช้เทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมและแดชบอร์ด (NDP Dashboard) เพื่อติดตามการจัดหาวัตถุดิบอย่างโปร่งใสและป้องกันการตัดไม้ทำลายป่าในห่วงโซ่อุปทาน

ไม่เพียงแต่ด้านสิ่งแวดล้อม ยูนิลีเวอร์ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน โดยในประเทศไทยได้เข้าไปสนับสนุนผู้ประกอบการร้านโชห่วยกว่า 10,000 แห่ง ผ่านการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลช่วยบริหารจัดการร้านค้า เพิ่มประสิทธิภาพการสั่งซื้อ และสร้างการเติบโตให้กับเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

เบื้องหลังความสำเร็จทั้งหมดคือการประมวลผลข้อมูลมหาศาลกว่า 240 เทราไบต์ต่อสัปดาห์ บนระบบ Microsoft Cloud ซึ่งเชื่อมโยงข้อมูลตั้งแต่ R&D ไปจนถึงฝ่ายการเงิน

อย่างไรก็ตาม ยูนิลีเวอร์ยังให้ความสำคัญกับ “Responsible AI” หรือการใช้ AI อย่างรับผิดชอบ และระบบความปลอดภัยไซเบอร์แบบ Security by Design เพื่อให้มั่นใจว่าการเติบโตจะมีความมั่นคงและปลอดภัยในระยะยาว

“LACO” ทรานส์ฟอร์มเกษตรไทย สู่ Global Food Company

นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ลานนาเกษตรอุตสาหกรรม จำกัด (LACO) กล่าวในหัวข้อ “ขับเคลื่อนเกษตรไทยกับอาวุธใหม่ด้วยความยั่งยืน” ว่า บริษัทเป็นผู้ผลิตและส่งออกถั่วแระญี่ปุ่นรายใหญ่ที่มีประสบการณ์กว่า 30 ปี ได้ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เพื่อยกระดับจากการเป็นผู้ส่งเสริมการปลูกสู่การเป็น “Global Food Company” ที่ใช้นวัตกรรมและความยั่งยืนเป็นเครื่องยนต์หลัก

หัวใจสำคัญของการปรับตัว คือการเปลี่ยนผ่านจากเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมไปสู่ธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี (Agri-Food) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) ให้กับสินค้า 

บริษัทได้จัดตั้งหน่วยงาน Innovation and R&D เพื่อวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง โดยมีการทำงานร่วมกับสถาบันการศึกษาชั้นนำ เช่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รวมถึง Science and Technology Park

นวัตกรรมเหล่านี้สะท้อนออกมาในรูปแบบของผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ชีวิตสมัยใหม่ เช่น

  • Ready-to-eat Snack: การเปลี่ยนถั่วแระแช่แข็งแบบเดิมให้เป็นขนมขบเคี้ยวแบบ Vacuum fried ที่เก็บได้นาน 6 เดือนโดยไม่ต้องแช่เย็น
  • Alternative Protein: การพัฒนาเครื่องดื่มโปรตีนสูงและผลิตภัณฑ์ในรูปแบบใหม่ ๆ เพื่อรองรับเทรนด์โปรตีนจากพืช (Plant-based protein)
  • Zero Waste: การนำทุกส่วนของวัตถุดิบมาพัฒนาต่อยอดเพื่อลดขยะและเพิ่มมูลค่าสูงสุด

 

อภิรักษ์ โกษะโยธิน

 

ทั้งนี้ เพื่อให้ได้วัตถุดิบที่มีคุณภาพสม่ำเสมอและแข่งขันได้ในระดับสากล การใช้เทคโนโลยีจึงเป็นสิ่งจำเป็น บริษัทได้ก่อตั้ง บริษัท Lago Intech เพื่อพัฒนาสายพันธุ์และนำเทคโนโลยีเกษตร (AgTech) มาใช้ นอกจากนี้ยังมีการสร้าง “Chiang Mai Sandbox” บนพื้นที่กว่า 250 ไร่ เพื่อทดลองใช้เครื่องจักรกลเกษตร (Mechanization) และระบบการจัดการข้อมูลเพื่อเพิ่มผลผลิตต่อไร่และปรับปรุงคุณภาพวัตถุดิบ

นายอภิรักษ์ ระบุว่า การทรานส์ฟอร์มธุรกิจในครั้งนี้สอดคล้องกับเมกะเทรนด์โลก (Global Megatrends) 2 ประการหลัก คือ 

  • Health and Wellness: ผู้บริโภคยุคหลังโควิดให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและอาหารที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน รวมถึงเทรนด์ Longevity Economy ที่เน้นการกินอาหารเพื่ออายุที่ยืนยาวและมีสุขภาพดี ซึ่งถั่วแระญี่ปุ่นที่มีโปรตีนและไฟเบอร์สูงแต่คอเลสเตอรอลต่ำสามารถตอบโจทย์นี้ได้เป็นอย่างดี
  • Sustainability และ ESG: ภาคเกษตรกรรมเป็นกลุ่มที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนสูง บริษัทจึงมุ่งสู่การเป็น Green Leadership โดยการวัดผลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint Organization) ในสโคปที่ 1 และ 2 ซึ่งได้รับการรับรองจาก TGO เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าในกว่า 20 ประเทศทั่วโลก

ความสำเร็จในการทรานส์ฟอร์มธุรกิจเกษตรไม่เพียงแต่จะช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกรเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้าง New Growth Engine ให้กับเศรษฐกิจไทย โดยเปลี่ยนจากประเทศเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมไปสู่ประเทศที่สร้างมูลค่าเพิ่มด้วยนวัตกรรมและความยั่งยืนอย่างแท้จริง

ซึ่งการจะไปสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืนได้นั้น ต้องมี Solutions ที่ช่วยให้การเปลี่ยนผ่านนั้นเกิดขึ้นได้จริง ซึ่งทางธนาคารกสิกรไทยได้สนับสนุนการลงมือทำครบทุกมิติให้ธุรกิจลงมือทำได้จริง แนะแนวทางให้ธุรกิจอยู่รอด ปรับตัว และเติบโตได้ในโลกใหม่ ด้วย K-Climate Solutions ครอบคลุมตั้งแต่

1. ESG Readiness Check เครื่องมือประเมินความพร้อมธุรกิจในด้านสิ่งแวดล้อม พลังงาน และ Supply Chain พร้อม Action Plan และโซลูชันที่ตอบโจทย์ธุรกิจ

2. KCLIMATE 1.5 แพลตฟอร์มคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เก็บข้อมูลเพื่อนำไปใช้วางแผนการจัดการลดก๊าซเรือนกระจก

3. K-Climate ESG Advisory บริการให้คำปรึกษาเรื่องความยั่งยืนโดยผู้เชี่ยวชาญ

4. หลักสูตรผู้บริหาร Net Zero CEO และ Net Zero Leader เพื่อก้าวสู่การเป็นหนึ่งในผู้นำด้านความยั่งยืนของไทย

และ 5. Financial Solution เปิดตัวบริการใหม่ “สินเชื่อ SME ยิ่งกรีน ยิ่งได้” (Sustainability-Linked Loan for SME) มอบส่วนลดดอกเบี้ยพิเศษเมื่อทำได้ตามเป้าหมาย เช่น ลดการใช้พลังงานหรือได้ใบรับรองธุรกิจสีเขียว รวมถึงยังมีสินเชื่อธุรกิจเพื่อป้องกันความเสี่ยงน้ำท่วม (K-Climate Shield Loan) สนับสนุนการลงทุนในเทคโนโลยี และอุปกรณ์ป้องกันน้ำท่วม เพื่อลดความเสียหายต่อทรัพย์สินและรักษาความต่อเนื่องของธุรกิจ ด้วยอัตราดอกเบี้ยพิเศษอีกด้วย

ธุรกิจที่สนใจปรับตัวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ สามารถดูรายละเอียด K-Climate Solutions ได้ที่ www.kasikornbank.com/k_gogreen

ข่าวล่าสุด

จับโป๊ะ “นพ.สรณ” ปมคุณสมบัติประธานกสทช. หลังคำวินิจฉัยชี้ชัด พูดไม่ตรงความจริง

จับโป๊ะ “นพ.สรณ” ปมคุณสมบัติประธานกสทช. หลังคำวินิจฉัยชี้ชัด พูดไม่ตรงความจริง