
ราคาทองสะเทือน! ตลาดหวั่นเฟดกลับลำขึ้นดอกเบี้ย GCAP ชี้จังหวะซื้อสะสมแถว 69,000-68,600 บาท
ราคาทองคำยังอยู่ในโหมด “แกว่งแรง” หลังตลาดการเงินกลับมากังวลว่าเฟดอาจไม่เพียงชะลอลดดอกเบี้ย แต่มีโอกาส “กลับมาขึ้นดอกเบี้ย” หากเงินเฟ้อเร่งตัวจากวิกฤตราคาพลังงาน GCAP GOLD แนะจับตาตัวเลข PCE สหรัฐฯ และความคืบหน้าดีลสหรัฐฯ–อิหร่านผ่านปากีสถาน ซึ่งอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญต่อราคาน้ำมัน เงินเฟ้อ และทิศทางทองคำในช่วงครึ่งปีหลัง
KEY
POINTS
- ราคาทองคำยังอยู่ในโหมด “แกว่งแรง” หลังตลาดการเงินกลับมากังวลว่าเฟดอาจไม่เพียงชะลอลดดอกเบี้ย
- แต่มีโอกาส “กลับมาขึ้นดอกเบี้ย” หากเงินเฟ้อเร่งตัวจากวิกฤตราคาพลังงาน GCAP GOLD แนะจับตาตัวเลข PCE สหรัฐฯ
- และความคืบหน้าดีลสหรัฐฯ–อิหร่านผ่านปากีสถาน อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญต่อราคาน้ำมัน เงินเฟ้อ และทิศทางทองคำในช่วงครึ่งปีหลัง
ตลาดทองคำยังคงเผชิญความผันผวนในระดับสูงจาก 2 ปัจจัยหลัก ทั้ง ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง และความคาดหวังต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) หลังจากที่ตลาดเริ่มมองว่าเฟดอาจยังคงไม่ลดดอกเบี้ย และมีโอกาสกลับมาขึ้นดอกเบี้ยได้อีกครั้ง หากตัวเลขเงินเฟ้อยังคงเร่งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นั่นจึงเป็นผลกระทบโดยตรงจากราคาพลังงานและต้นทุนการขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้นจากวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาทองคำในปัจจุบันยังคงเผชิญแรงกดดันจากการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐฯ และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) ที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูง
ล่าสุดมีรายงานข่าวระบุว่า ร่างกรอบข้อตกลงล่าสุดอาจเปิดทางให้อิหร่านสามารถส่งออกน้ำมันได้อย่างเสรีในระหว่างช่วงจำกัดโครงการนิวเคลียร์ ขณะเดียวกันจะมีการเปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซเป็นเวลา 60 วัน โดยไม่มีค่าผ่านทาง ซึ่งอาจนำไปสู่ข้อตกลงยุติสงครามระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน
หากข้อตกลงดังกล่าวเกิดขึ้นจริง คาดว่าจะช่วยลดแรงกดดันด้านราคาพลังงานและเงินเฟ้อในระยะสั้น พร้อมทั้งลดแรงหนุนของดอลลาร์ และ Bond Yield ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกให้ราคาทองคำสามารถฟื้นตัวในระยะสั้น
นอกจากนี้ ยังต้องจับตาตัวเลข PCE ของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นมาตรวัดอัตราเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญ หากตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าเงินเฟ้อยังคงอยู่สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ยิ่งตอกย้ำมุมมองที่ว่าเฟดอาจต้องปรับเปลี่ยนท่าทีเป็น “Hawkish” หรือใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น ซึ่งอาจกดดันราคาทองคำเพิ่มเติม
นางสาวอารีรัตน์ มุราชัย หัวหน้านักวิเคราะห์ บริษัท จีแคป จำกัด (GCAP GOLD) มองข้อมูลล่าสุดในตลาดการเงินเริ่มให้น้ำหนักเกือบเต็ม 100% ต่อโอกาสที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% ภายในเดือน ธ.ค. 69 จากในสัปดาห์ก่อนหน้านี้ที่ให้น้ำหนักเพียง 70% สะท้อนให้เห็นว่าตลาดกลับมากังวลเรื่องปัญหาเงินเฟ้ออย่างจริงจังอีกครั้ง
ยิ่งย่อ ยิ่งน่าซื้อ
ราคาทองคำยังคงอยู่ในช่วงของการพักฐาน หลังจากราคายังไม่สามารถกลับไปยืนเหนือระดับ 4,550 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้อย่างมั่นคง มีโอกาสที่แรงขายจะกดดันให้ราคาลงไปทดสอบแนวรับสำคัญถัดไปบริเวณ 4,450 - 4,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ คิดเป็นราคาทองคำไทยราว 69,000 - 68,600 บาท ซึ่งระดับราคาดังกล่าวถือเป็นจังหวะที่ดีในการรอซื้อสะสมในรอบนี้
ส่วนบริเวณ 4,590 - 4,625 ดอลลาร์ต่อออนซ์ คิดเป็นราคาทองคำไทยราว 70,600 - 71,300 บาทต่อบาททองคำ เป็นแนวต้านสำคัญที่ประเมินว่าหากราคาไม่สามารถทะลุผ่านได้ อาจต้องพิจารณาแบ่งขายทำกำไรบางส่วน
อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเริ่มคลี่คลาย หรือตัวเลข PCE ของสหรัฐฯ ออกมาต่ำกว่าคาด ก็อาจช่วยลดแรงกดดันต่อการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด และเพิ่มโอกาสให้ราคาทองคำกลับเข้าสู่รอบรีบาวด์ได้อีกครั้ง.







