posttoday
“รถเก่าแลกใหม่” ไปไม่ถึงฝัน? ติดหล่มตีราคา-ซากรถ คลังจ่อรื้อทำแผนใหม่

“รถเก่าแลกใหม่” ไปไม่ถึงฝัน? ติดหล่มตีราคา-ซากรถ คลังจ่อรื้อทำแผนใหม่

14 พฤษภาคม 2569

โครงการรถเก่าแลกใหม่ 69 ส่อแววสะดุด หลังคลังเบรกแรงติดปมตีราคาและระบบกำจัดซากที่ไทยยังไม่พร้อม ลุ้นสรรพสามิตคลอดสูตรใหม่หวังดึงคนใช้ EV โดยไม่สร้างหนี้ซ้ำรอยอดีต

KEY

POINTS

  • โครงการ “รถเก่าแลกใหม่” อาจไม่เกิดขึ้นในรูปแบบเดิม เนื่องจากติดปัญหาสำคัญ 2 ประการ คือ ความยากในการตีราคากลางรถเก่าซึ่งเสี่ยงต่อการทุจริต และไทยยังขาดระบบจัดการซากรถที่ได้มาตรฐาน
  • กระทรวงการคลังได้สั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับไปทบทวนและจัดทำแผนใหม่ให้มีความรัดกุม โปร่งใส และสามารถปฏิบัติได้จริง เพื่อลดความเสี่ยงด้านงบประมาณและการทุจริต
  • แนวทางใหม่ที่อาจนำมาใช้แทนการให้เงินอุดหนุนโดยตรง คือการออกมาตรการสนับสนุนทางการเงินอื่น ๆ เช่น การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี การปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือการนำร่องกับภาคขนส่งสาธารณะก่อน

กลายเป็นหนังยาว ที่ทำเอาคนอยากถอยรถใหม่ต้องชะงัก สำหรับโครงการ “รถเก่าแลกรถใหม่” ของรัฐบาลอนุทิน หลังสัญญาณจากกระทรวงการคลังเริ่มชัดว่า มาตรการดังกล่าวอาจไม่ได้เดินหน้าในรูปแบบเดิม ท่ามกลางคำถามสำคัญว่า แนวคิดเปลี่ยนรถเก่าเป็นรถ EV หรือไฮบริด เพื่อเร่งลดมลพิษและกระตุ้นอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยนั้น จะทำได้จริง หรือเป็นเพียงนโยบายที่ติดข้อจำกัดมากกว่าที่คิด

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นหลัง นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ออกมายอมรับตรงไปตรงมาว่า โครงการนี้ “ไม่ง่ายอย่างที่คิด” โดยเฉพาะปัญหาเรื่อง “การตีราคารถเก่า” ที่รถแต่ละคันกันมีสภาพแตกต่างกันมาก การกำหนดราคากลางจึงเป็นไปได้ยาก หากเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ใช้ดุลพินิจประเมิน ก็อาจนำไปสู่ปัญหาทุจริตและงบประมาณรั่วไหลได้

ปลัดคลังยังสะท้อนอีกว่า ไทยยังไม่มี “ระบบกำจัดซากรถ” ที่สมบูรณ์เพียงพอ เพราะยังขาดโรงงานรีไซเคิลแยกชิ้นส่วนรถยนต์แบบครบวงจร หากมีรถจำนวนมากเข้าสู่ระบบพร้อมกัน ก็อาจกลายเป็นภาระใหม่แทนที่จะช่วยลดมลพิษ
 

ประเด็นดังกล่าวสอดคล้องกับรายงานของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่ระบุว่า การเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) แม้ช่วยลดมลพิษ แต่จะทำให้รถยนต์สันดาปถูกเลิกใช้งานเพิ่มขึ้น โดยปี 2565 มีรถยนต์หายออกจากระบบทะเบียนกว่า 269,000 คัน เพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัวจากปี 2556 ขณะที่ประเทศไทยยังมีรถยนต์อายุมากกว่า 20 ปี กว่า 5 ล้านคัน และอาจเพิ่มเป็น 16 ล้านคันในอีก 20 ปีข้างหน้า

รายงานยังชี้ว่า ไทยยังขาดระบบจัดการซากรถยนต์ที่ได้มาตรฐาน แม้ชิ้นส่วนรถกว่า 75% จะสามารถรีไซเคิลหรือนำกลับมาใช้ใหม่ได้ แต่ยังมีของเสียอันตราย เช่น แบตเตอรี่ น้ำมันหล่อลื่น และสารทำความเย็น ที่ต้องกำจัดอย่างถูกวิธี ขณะที่ปัจจุบันการจัดการซากรถส่วนใหญ่ยังอยู่นอกระบบ และอาจกลายเป็นอีกข้อจำกัดสำคัญของนโยบายในอนาคต

ขณะที่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยังคงย้ำเป้าหมายเดิมว่า รัฐต้องการผลักดันการลดมลพิษและสนับสนุนฐานการผลิต EV ในประเทศ แต่ทุกมาตรการที่ใช้งบประมาณหรือเงินกู้ ต้องมีเกณฑ์ชัดเจน โปร่งใส และตรวจสอบได้ ก่อนเสนอเข้าสู่การอนุมัติของคณะรัฐมนตรี (ครม.)

ด้วยเหตุนี้ กระทรวงการคลังจึงสั่งให้กรมสรรพสามิตกลับไป “ทำการบ้านใหม่” โดยมองว่ายังมีเวลาปรับรายละเอียดโครงการให้รอบคอบมากขึ้น เพื่อให้มาตรการออกมาปฏิบัติได้จริง มีเกณฑ์ชัดเจน โปร่งใส และลดความเสี่ยงทั้งด้านงบประมาณและการทุจริต ก่อนนำกลับมาเสนอพิจารณาอีกครั้ง ซึ่งจากกำหนดเดิมกรมสรรพสามิตต้องส่งให้รมว.คลังพิจารณาในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม นี้

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เริ่มเห็นสัญญาณว่า โมเดลเดิม “เอารถเก่ามาแลกเงิน” อาจไม่ได้เกิดขึ้นตามที่หลายฝ่ายคาดหวังหรือไม่ และรัฐบาลอาจต้อง “เปลี่ยนเกม” ไปสู่มาตรการสนับสนุนทางการเงินแทน

หนึ่งในแนวทางที่ถูกพูดถึง คือ การเริ่มจาก “ภาคขนส่ง” ก่อนประชาชนทั่วไป โดย นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เสนอแนวคิดนำร่องกับรถสาธารณะ 7 ประเภท เช่น รถบัส รถบรรทุก และแท็กซี่ ผ่านกลไก “ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” หรือการช่วยชดเชยดอกเบี้ย เพื่อให้ผู้ประกอบการเปลี่ยนมาใช้รถ EV ได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องรับภาระต้นทุนสูงเกินไป

อีกแนวทางที่อยู่ระหว่างการพิจารณา คือ การเปลี่ยนจาก “เงินอุดหนุน” มาเป็น “สิทธิประโยชน์ทางภาษี” เช่น ลดภาษีรถประจำปีสูงสุด 80% สำหรับรถ EV หรือไฮบริด รวมถึงเปิดทางให้นำค่าซื้อรถมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เพื่อจูงใจให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์สะอาดมากขึ้น

ขณะเดียวกัน ยังมีแนวคิดใช้ธนาคารออมสินปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือ Soft Loan อัตราประมาณ 3.5% วงเงินสูงสุดราว 2 ล้านบาทต่อราย เพื่อช่วยให้ประชาชนเข้าถึงรถ EV ได้ง่ายขึ้น โดยรัฐต้องการหลีกเลี่ยงปัญหาหนี้เสีย หรือซ้ำรอยบทเรียนจากโครงการรถคันแรกในอดีต

ทั้งหมดนี้ทำให้โครงการรถเก่าแลกรถใหม่ ยังอยู่ในสถานะ “ต้องรื้อใหม่” และยังไม่มีข้อสรุปสุดท้ายว่า ประชาชนจะได้รับเงินอุดหนุนแบบเดิมหรือไม่

ดังนั้น สำหรับคนที่กำลังวางแผนเปลี่ยนรถเพื่อรอรับสิทธิ์สนับสนุน 8-10 หมื่นบาท อาจต้องรอความชัดเจนในช่วงภายในเดือนพฤษภาคมนี้ก่อน เพราะหากรัฐบาลยังแก้ปมเรื่องราคากลางและระบบกำจัดซากไม่ได้ มาตรการสุดท้ายอาจเปลี่ยนจาก “แลกรถเก่า” ไปเป็นเพียงแพ็กเกจช่วยลดภาระทางการเงินแทน และสิทธิประโยชน์อาจไม่หวือหวาอย่างที่ตลาดคาดหวังไว้ในช่วงแรก

ข่าวล่าสุด

"เอกนิติ" ขู่ปลด "ประธานก.ล.ต." หากพบเอี่ยวทุนเทาจริง!

"เอกนิติ" ขู่ปลด "ประธานก.ล.ต." หากพบเอี่ยวทุนเทาจริง!