posttoday
Saab ชูพัฒนาระบบต่อต้านโดรน รับมือสงครามยุคใหม่ เล็งผลิตชิ้นส่วนกริฟเพนในไทย

Saab ชูพัฒนาระบบต่อต้านโดรน รับมือสงครามยุคใหม่ เล็งผลิตชิ้นส่วนกริฟเพนในไทย

13 พฤษภาคม 2569

ซาบเผยภัยคุกคามโดรนเปลี่ยนสมรภูมิยุคใหม่ เดินหน้าพัฒนาระบบต่อต้านโดรน พร้อมศึกษาผลิตชิ้นส่วนกริฟเพนในไทย รองรับออเดอร์อนาคต

KEY

POINTS

  • Saab นำเสนอระบบต่อต้านโดรนแบบหลายชั้น (Multi-layered) ที่บูรณาการเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อรับมือภัยคุกคามทางอากาศยุคใหม่ได้อย่างเหมาะสมและยั่งยืน โดยเน้นการเลือกใช้วิธีตอบโต้ที่คุ้มค่าตามแนวคิด "Drone Equation"
  • บริษัทกำลังหารือเพื่อลงทุนตั้งโรงงานผลิตชิ้นส่วนเครื่องบินรบกริฟเพน (Gripen) ในประเทศไทย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายชดเชยการนำเข้า (Offset Policy) เพื่อผลักดันให้ไทยเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมป้องกันประเทศระดับสากล
  • ยุทธศาสตร์ของ Saab คือการเป็นพันธมิตรกับไทยในระยะยาว โดยมุ่งถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนาโซลูชันป้องกันภัยทางอากาศร่วมกัน เพื่อยกระดับขีดความสามารถของกองทัพและเสริมสร้างความมั่นคงของประเทศ

ซาบ (Saab) ชี้ว่า ภัยคุกคามทางอากาศในปัจจุบัน โดยเฉพาะจากอากาศยานไร้คนขับหรือโดรน กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งในมิติด้านการทหารและภาคพลเรือน เนื่องจากโดรนมีราคาถูก เข้าถึงง่าย และมีขีดความสามารถสูงขึ้น ส่งผลให้หลายประเทศต้องเร่งพัฒนาระบบป้องกันภัยทางอากาศที่มีความครอบคลุม ยืดหยุ่น และสามารถปรับใช้ได้เหมาะสมกับสถานการณ์

 

ซาบซึ่งร่วมมือกับกองทัพไทยมากว่า 40 ปี มองว่า ประเทศไทยมีพื้นฐานด้านระบบเฝ้าระวังและระบบบัญชาการควบคุมที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว และควรต่อยอดสู่การสร้างระบบป้องกันแบบบูรณาการที่สามารถรับมือภัยคุกคามทางอากาศได้หลากหลายและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

 

ทั้งนี้ ภายหลังจากกองทัพอากาศตัดสินใจจัดซื้อเครื่องบินขับไล่โจมตี Gripen E/F ระยะที่ 1 จำนวน 4 ลำ วงเงินรวม 19,500 ล้านบาท พร้อมแนวทางดำเนินนโยบายชดเชยการนำเข้า (Offset Policy) ที่ครอบคลุมทั้งระบบสื่อสารทางยุทธวิธี Link T การพัฒนาอุตสาหกรรมการบิน การลงทุน และความร่วมมือด้านไซเบอร์

 

ล่าสุด ซาบ ผู้ผลิตเครื่องบินรบกริฟเพน เปิดเผยว่าอยู่ระหว่างหารือเพื่อลงทุนตั้งโรงงานผลิตชิ้นส่วนบางส่วนของ Gripen E/F ในประเทศไทย รวมถึงการสร้างความร่วมมือกับบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนอากาศยาน (OEM) ภายในประเทศ เพื่อผลักดันให้ไทยมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุตสาหกรรมการบินและป้องกันประเทศระดับสากลมากขึ้น
 

 

เฟรดริก ลินด์บลูม รองประธานและผู้จัดการประจำประเทศของซาบ ประเทศไทย กล่าวว่า ความท้าทายในปัจจุบันคือการพัฒนาระบบที่สามารถเชื่อมโยงการทำงานร่วมกันได้ทั้งหมด เพื่อให้ตอบสนองต่อภัยคุกคามที่มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยโดรนสมัยใหม่สามารถบินได้ทั้งในระดับสูงและต่ำ มีทั้งแบบความเร็วสูงและต่ำ รวมถึงสามารถปฏิบัติการเดี่ยวหรือเป็นฝูง ทำให้การรับมือไม่สามารถพึ่งพาเพียงระบบเดียวได้ แต่ต้องอาศัยแนวทางแบบหลายชั้นที่ครอบคลุมตั้งแต่การตรวจจับ ระบุเป้าหมาย ไปจนถึงการรบกวนหรือทำลายเป้าหมายอย่างเหมาะสม

 

เฟรดริก ลินด์บลูม รองประธานและผู้จัดการประจำประเทศของซาบ ประเทศไทย

 

หัวใจสำคัญของการป้องกันภัยทางอากาศยุคใหม่ คือระบบป้องกันแบบหลายชั้น

 

ซาบจึงนำเสนอแนวคิด “New Threat, New Solution” หรือ “ภัยคุกคามใหม่ ต้องการแนวทางรับมือใหม่” โดยเน้นว่าการรับมือภัยคุกคามจากโดรนไม่ควรพึ่งพาเพียงระบบป้องกันภัยทางอากาศขั้นสูงเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการบูรณาการหลายระบบเข้าด้วยกัน ทั้งเรดาร์ ระบบตรวจจับด้วยแสง ระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ และระบบบัญชาการควบคุม หรือ Network Centric Warfare เพื่อสร้างการป้องกันแบบหลายชั้นที่สามารถตอบสนองได้อย่างยืดหยุ่นและเหมาะสมกับสถานการณ์จริง แนวคิดดังกล่าวสะท้อนทิศทางใหม่ของการป้องกันประเทศในยุคที่ภัยคุกคามมีต้นทุนต่ำ แต่สามารถสร้างผลกระทบสูงได้

 

หนึ่งในแนวคิดสำคัญที่ซาบกล่าวถึงคือ “สมการของโดรน” (Drone Equation) ซึ่งสะท้อนถึงความท้าทายในการเลือกใช้ทรัพยากรป้องกันภัยทางอากาศให้เหมาะสมกับระดับของภัยคุกคาม เพราะแม้ระบบมิสไซล์หรือระบบป้องกันภัยทางอากาศขั้นสูงจะสามารถทำลายโดรนได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่การใช้ระบบต้นทุนสูงเพื่อสกัดโดรนราคาต่ำจำนวนมาก อาจไม่คุ้มค่าในเชิงยุทธศาสตร์และด้านลอจิสติกส์ในระยะยาว ซาบจึงมองว่า หัวใจสำคัญไม่ใช่เพียง “ยิงโดรนตกได้หรือไม่” แต่คือ “จะรับมืออย่างไรให้เหมาะสมและยั่งยืนที่สุด”

 

แนวคิด Drone Equation จึงมุ่งเน้น “การตอบสนองที่เหมาะสมกับภัยคุกคาม” (Right Response to the Right Threat) กล่าวคือ ต้องเลือกใช้วิธีรับมือที่สอดคล้องกับประเภท ความรุนแรง และจำนวนของโดรน เช่น การใช้ระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์รบกวนสัญญาณควบคุม การใช้เซ็นเซอร์อัจฉริยะตรวจจับล่วงหน้า หรือการใช้ระบบตอบโต้เชิงกายภาพเฉพาะเมื่อจำเป็น วิธีคิดเช่นนี้จะช่วยลดต้นทุน เพิ่มความต่อเนื่องในการปฏิบัติการ และทำให้ระบบป้องกันสามารถรองรับภัยคุกคามจำนวนมากได้อย่างยั่งยืน

 

Saab ชูพัฒนาระบบต่อต้านโดรน รับมือสงครามยุคใหม่ เล็งผลิตชิ้นส่วนกริฟเพนในไทย

 

ซาบยังเน้นถึงความสำคัญของ “ความคล่องตัว” และ “ความยืดหยุ่น” ในการปฏิบัติการ โดยระบบแบบโมดูลาร์และระบบเคลื่อนที่สามารถช่วยขยายพื้นที่คุ้มครองหรือปรับตำแหน่งการป้องกันได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างสำคัญคือระบบต่อต้านโดรนแบบโมดูลาร์ “Loke” ของสวีเดน ซึ่งผสานการทำงานของเรดาร์ เซ็นเซอร์ ระบบบัญชาการควบคุม และระบบตอบสนองเข้าไว้ในแพลตฟอร์มเดียว ทำให้สามารถตรวจจับ วิเคราะห์ และตอบสนองต่อภัยคุกคามได้อย่างรวดเร็ว พร้อมรองรับการขยายระบบในอนาคต

 

อีกหนึ่งทิศทางสำคัญที่ซาบกำลังผลักดันในประเทศไทย คือการขยายความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและการถ่ายทอดเทคโนโลยี โดยบริษัทมีแผนศึกษาความเป็นไปได้ในการผลิตชิ้นส่วนของเครื่องบินขับไล่ “กริฟเพน” (Gripen) ในประเทศไทย เพื่อรองรับคำสั่งซื้อใหม่ในอนาคต

 

รวมถึงสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมการบินและป้องกันประเทศของไทยให้มีศักยภาพมากขึ้น ซาบมองว่าไทยมีพื้นฐานด้านอุตสาหกรรมและบุคลากรที่พร้อมต่อยอดสู่การเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานด้านอากาศยานและระบบป้องกันประเทศระดับสากล ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการเสริมความมั่นคงของประเทศในระยะยาว

 

Saab ชูพัฒนาระบบต่อต้านโดรน รับมือสงครามยุคใหม่ เล็งผลิตชิ้นส่วนกริฟเพนในไทย

 

ขณะเดียวกัน ซาบยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบต่อต้านโดรน (Counter-UAS) ซึ่งถูกมองว่าเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญของสงครามยุคใหม่ โดยบริษัทอยู่ระหว่างการพัฒนาโซลูชันที่สามารถตรวจจับ ติดตาม และตอบโต้โดรนได้แบบบูรณาการ ทั้งการใช้เรดาร์ ระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ และระบบบัญชาการควบคุม เพื่อรองรับภัยคุกคามที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ซาบเชื่อว่าการพัฒนาระบบเหล่านี้ร่วมกับพันธมิตรในประเทศไทย จะช่วยยกระดับขีดความสามารถด้านการป้องกันภัยทางอากาศ และเพิ่มความพร้อมในการรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

 

ทั้งนี้ ในปีพ.ศ. 2568 ซาบ มียอดขายทั่วโลกรวม 79,000 ล้านโครนาสวีเดน (ประมาณ 2.75 แสนล้านบาท) พนักงานประมาณ 28,000 คน มีผลิตภัณฑ์ในพอร์ตโฟลิโอ 525 รายการ ครบคลุมทั้ง โซลูชันด้านการเฝ้าระวังและการควบคุมทางอากาศ ระบบเรดาร์ภาคพื้นดิน อาวุธสำหรับหน่วยรบภาคพื้นดิน และระบบป้องกันภัยทางอากาศภาคพื้นดิน ขีปนาวุธต่อต้านเรือรบ ระบบพรางตัว (Camouflage systems) รวมถึงระบบการฝึกซ้อมและจำลองสถานการณ์

 

ตลอดจนระบบเครื่องบินขับไล่ Gripen เทคโนโลยีทางเรือ ได้แก่ เรือดำน้ำ เรือรบผิวน้ำ เรือรบขนาดเล็ก (Combat boats) และยานยนต์ใต้น้ำต่างๆ โดยสัดส่วนยอดขายตามภูมิภาค ตลาดหลักคือ สวีเดน 41% ยุโรปส่วนที่เหลือ  26% อเมริกาเหนือ 9% เอเชีย 7% ออสเตรเลีย 4% และลาตินอเมริกา 4%

ข่าวล่าสุด

นับถอยหลัง! "Bangkok Pride Festival 2026"  กิจกรรมแน่นตลอด 5 วันเต็ม

นับถอยหลัง! "Bangkok Pride Festival 2026" กิจกรรมแน่นตลอด 5 วันเต็ม