ไทยเนื้อหอม Q1/69 ต่างชาติลงทุนเฉียดแสนล้าน EEC แม่เหล็กดึงทุนโลก
ไตรมาสแรกปี 2569 ยอดลงทุนต่างชาติโตกระฉูด 347 ราย กวาดเม็ดเงิน 97,780 ล้านบาท จีน-ญี่ปุ่น-สหรัฐฯ นำทัพบุกพื้นที่ EEC ดันเศรษฐกิจไทยพุ่งทะยานต่อเนื่อง
KEY
POINTS
- ไตรมาสแรกปี 2569 การลงทุนจากต่างชาติในไทยมีมูลค่าเกือบ 1 แสนล้านบาท (97,780 ล้านบาท) เติบโตขึ้น 108% จากปีก่อนหน้า
- พื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เป็นเป้าหมายหลัก สามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนได้ถึง 44,001 ล้านบาท หรือคิดเป็น 45% ของการลงทุนทั้งหมด
- นักลงทุนหลักที่นำเงินเข้ามาสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ โดยจีนเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ที่สุดทั้งในภาพรวมและในพื้นที่ EEC
เจาะลึกสถิติการลงทุนไตรมาสแรก ปี 2569 ภาพรวมการลงทุนของชาวต่างชาติภายใต้ พ.ร.บ. ประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ในช่วง 3 เดือนแรก (มกราคม - มีนาคม) ของปี 2569 แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นกับเศรษฐกิจไทยอย่างมีนัยสำคัญ
ภาพรวม ไตรมาส1 ปี 2569 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนรวม 347 ราย เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 75 ราย หรือคิดเป็น 28% เม็ดเงินลงทุนรวม พุ่งสูงถึง 97,780 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2568 รวม 47,033 - 50,747 ล้านบาท หรือเติบโตกว่า 108%
แบ่งเป็นผู้ที่ขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจ 78 ราย และผู้ที่ได้รับหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจ (ผ่าน BOI, กนอ. หรือสนธิสัญญาต่างประเทศ) จำนวน 269 ราย
สถิติเฉพาะเดือนมีนาคม 2569 มีนักลงทุนเข้ามา 104 ราย ด้วยเงินลงทุน 33,351 ล้านบาท โดยกลุ่มหลักมาจากสิงคโปร์ ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา
ขณะที่ 5 อันดับประเทศนักลงทุนสูงสุด (มกราคม - มีนาคม 2569)
- สหรัฐอเมริกา 61 คิดเป็น18% เงินลงทุน 5,903 ล้านบาท
- ญี่ปุ่น 55 ราย คิดเป็น 16% เงินลงทุน 21,240 ล้านบาท
- จีน 54 ราย คิดเป็น 16% เงินลงทุน 22,042 ล้านบาท
- สิงคโปร์ 44 ราย คิดเป็น 13% เงินลงทุน 18,547 ล้านบาท
- ฮ่องกง: 33 ราย คิดเป็น 10% เงินลงทุน 6,950 ล้านบาท
ประเทศอื่นๆ อีก 100 ราย คิดเป็น 27% เงินลงทุน 23,098 ล้านบาท
ทั้งนี้ พื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ยังคงเป็นเป้าหมายสำคัญ โดยใน ไตรมาส 1 ปี 2569 มีนักลงทุนสนใจเข้าพื้นที่รวม 108 ราย คิดเป็น 31% ของนักลงทุนทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 23% มูลค่าลงทุนใน EEC รวม 44,001 ล้านบาท คิดเป็น 45% ของเงินลงทุนทั้งหมดในไตรมาสนี้
ผู้นำการลงทุนในพื้นที่ คือ จีน มาแรงเป็นอันดับหนึ่ง 37 ราย เม็ดเงิน 19,535 ล้านบาท ตามด้วย ญี่ปุ่น 19 ราย 4,839 ล้านบาท และ สิงคโปร์ 15 ราย 7,652 ล้านบาท


