posttoday

“ดร.แดน” ชี้ชัด 5 ขุมทรัพย์ที่รัฐบาลลืม “กระตุ้นเศรษฐกิจโดยไม่ต้องกู้”

23 เมษายน 2569

ชี้รัฐยังมี 5 ทางเลือกหาเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยไม่ต้องกู้ 5 แสนล้าน คาดดึงเม็ดเงินได้กว่า 3.3–5.7 แสนล้านบาท ลดภาระหนี้ระยะยาวของประเทศ

ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (ดร.แดน) นักวิชาการอาวุโส มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดประธานสถาบันการสร้างชาติ (NBI) ประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา(IFD) กล่าวว่า  ขณะนี้เศรษฐกิจไทยกำลังเดินมาถึงจุดที่ต้องตัดสินใจครั้งใหญ่ เมื่อรัฐบาลกำลังพิจารณาออก พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน วงเงิน 500,000 ล้านบาท เพื่อนำมาอัดฉีดเศรษฐกิจที่กำลังซบเซา โดยวางแผนจะกระจายเม็ดเงินลงไปใน 3 ส่วนหลัก คือ การกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชน, การส่งเสริมการลงทุนในประเทศ และการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan)เพื่อช่วยเสริมสภาพคล่องให้แก่ผู้ประกอบการและภาคการส่งออก

โดยเหตุผลสำคัญที่รัฐบาลยกขึ้นมาอ้างถึงความจำเป็นในการกู้เงินครั้งนี้ คือการรับมือกับภาวะ "วิกฤตซ้อนวิกฤต" (Polycrisis) ที่รุมเร้าประเทศไทย ทั้งผลกระทบจากนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ที่ทำให้ IMF ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2568 ลงเหลือเพียง ร้อยละ 1.8 รวมถึงปัญหาราคาพลังงานที่ผันผวนและวิกฤตภัยธรรมชาติอย่างซูเปอร์เอลนีโญที่ซ้ำเติมเกษตรกร  

รัฐบาลมองว่า "เงินคงคลัง" และงบประมาณที่มีอยู่เหลือไม่เพียงพอที่จะรับมือกับพายุลูกใหญ่ขนาดนี้ จึงจำเป็นต้องขยับ"เพดานหนี้สาธารณะ" จากปัจจุบันที่ร้อยละ 70 ขึ้นไปเป็นร้อยละ 75 หรือ 80 เพื่อเปิดทางให้กู้เงินก้อนใหม่มาประคองเศรษฐกิจให้เติบโตได้ตามเป้าหมาย

ดร.แดน มองว่า เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ ท่ามกลางเสียงสนับสนุนว่านี่คือทางรอดที่ทันท่วงที ก็ยังมีเสียงคัดค้านจากฝั่งที่ไม่เห็นด้วย โดยเฉพาะการตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและความจำเป็นเร่งด่วนที่แท้จริง เพราะการเพิ่มหนี้สาธารณะย่อมหมายถึงภาระผูกพันของคนไทยทุกคนในระยะยาว สิ่งที่น่าสนใจและต้องพิจารณาต่อจากนี้คือ

หากเราไม่ใช้วิธีการ "กู้เงิน" มาเป็นทางออก รัฐบาลยังมีทางเลือกอื่นในการหาเงินก้อนใหญ่มาขับเคลื่อนประเทศได้จากแหล่งไหนบ้าง? และช่องทางเหล่านั้นจะยั่งยืนกว่าการสร้างหนี้ก้อนใหม่หรือไม่?

ความเห็นส่วนตัว คิดว่า รัฐบาลมีหลายช่องทางที่สามารถดำเนินการหารายได้เพื่อมากระตุ้นเศรษฐกิจ โดยไม่สร้างหนี้ก้อนใหม่ที่จะมาเป็นภาระทางการคลังในอนาคตมากเกินไป

ทั้งนี้ ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เสนอแนะแนวทางให้รัฐบาลพิจารณา 5 ทางเลือก คือ

1. จัดสรรงบประมาณใหม่ (Reallocation) ใช้เงินเดิมให้คุ้ม ก่อนกู้เงินใหม่ ประเด็นแรกที่ต้องพิจารณาอย่างจริงจังคือ "รัฐบาลขาดเงินจริงหรือ? หรือแท้จริงแล้วเราเพียงใช้เงินที่มีอยู่ได้ไม่ดีพอ?" ในความเป็นจริง การบริหารงบประมาณแผ่นดินนั้นมีหลักการง่ายๆ คือ “การตัดลดงบที่ไร้ประสิทธิภาพ 1 บาท มีค่าเท่ากับเราได้เงิน 1 บาทกลับมาใช้ โดยไม่ต้องกู้ ดังนั้นก่อนที่จะขยับเพดานหนี้ สิ่งที่ควรทำคือการจัดสรรงบประมาณให้มีประสิทธิภาพ

ผ่านแนวทางต่อไปนี้  1) ตัดหรือชะลอโครงการที่ "ยังไม่พร้อม" หรือ "ทับซ้อน": ปัจจุบันมีโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่จำนวนมากที่ยังติดปัญหาเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างหรือยังไม่ได้เริ่มดำเนินการ การสั่ง “เลื่อน” โครงการเหล่านี้ออกไปสัก 1-2 ปี แล้วโอนงบประมาณมาใช้แก้ปัญหาที่เร่งด่วนกว่า เช่น การรับมือภัยแล้ง หรือการพยุงกลุ่ม SMEs จะส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจได้ทันทีและตรงจุดมากกว่า  

2) ลดงบประมาณที่สร้างผลกระทบต่ำ (Low Impact):รัฐบาลควรกล้าที่จะตัดงบประมาณประเภท "งบประชาสัมพันธ์" ที่เกินความจำเป็น หรือโครงการที่ซ้ำซ้อนกันระหว่างกระทรวง แล้วโยกเม็ดเงินเหล่านั้นไปสู่โครงการที่มี "ตัวคูณทางเศรษฐกิจ" (Multiplier Effect) สูงๆ เช่น การลงทุนในระบบชลประทานเพื่อรับมือซูเปอร์เอลนีโญ หรือการเสริมสภาพคล่องให้ธุรกิจขนาดเล็ก ซึ่งเงินทุกบาทจะหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้หลายรอบกว่า 

หากพิจารณาจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีของไทยที่มีอยู่ราว 3.5 ล้านล้านบาท การตัดลดหรือโยกย้ายงบประมาณเพียงแค่ ร้อยละ 2–3 ซึ่งเป็นระดับที่ทำได้จริงโดยไม่กระทบต่อระบบราชการหรือการเงินการคลัง จะทำให้รัฐบาลมีเม็ดเงินหมุนเวียนกลับมาใช้ได้ทันทีถึง 80,000 – 120,000 ล้านบาท เม็ดเงินจำนวนนี้ถือเป็น "แต้มต่อ" มหาศาลที่รัฐบาลสามารถนำมาใช้กอบกู้เศรษฐกิจได้ทันที โดยไม่ต้องเพิ่มตัวเลขหนี้สาธารณะให้เป็นภาระแก่ประชาชนในอนาค

2. ควรดึงศักยภาพรัฐวิสาหกิจ หมุนทรัพย์สินให้เป็นเงิน โดยไม่ต้องขายสมบัติชาติ  นอกจากการรัดเข็มขัดงบประมาณแล้ว อีกหนึ่งขุมทรัพย์มหาศาลที่รัฐบาลมักมองข้ามคือ "สินทรัพย์ในมือรัฐวิสาหกิจ" ซึ่งหลายแห่งมีศักยภาพในการสร้างรายได้สูงมาก หลักการสำคัญในข้อนี้ไม่ใช่การ "ขายสมบัติชาติ" อย่างที่หลายคนกังวล แต่คือการ "ใช้ทรัพย์สินให้เกิดเงินสด" หรือการบริหารสินทรัพย์ให้เกิดสภาพคล่องสูงสุด โดยมีแนวทางที่ทำได้จริงคือ

1) การเพิ่มสัดส่วนเงินปันผลส่งเข้ารัฐ: ในช่วงที่เศรษฐกิจวิกฤต รัฐบาลสามารถขอความร่วมมือให้รัฐวิสาหกิจที่มีผลประกอบการดีและมีกำไรสะสมสูง "ส่งเงินปันผลเข้ารัฐมากขึ้นเป็นการชั่วคราว" แทนที่จะเก็บไว้เป็นเงินสำรองเกินความจำเป็น เม็ดเงินส่วนนี้จะสามารถไหลกลับเข้าสู่คลังเพื่อนำไปใช้ในโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ทันที ซึ่งคาดว่าจะสร้างรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 30,000 – 50,000 ล้านบาท

2) การหมุนเวียนสินทรัพย์เพื่อสร้างรายได้ (Asset Recycling): นี่คือกลไกทางการเงินที่ทั่วโลกนิยมใช้ โดยการนำสินทรัพย์ที่สร้างรายได้อยู่แล้ว เช่น ทางด่วน, ท่าเรือ, หรือสนามบิน เป็นต้น มาเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการหรือเช่าสิทธิระยะยาว แลกกับการที่รัฐจะได้ "เงินก้อนใหญ่" กลับมาใช้ทันที โดยที่รัฐยังคงเป็นเจ้าของสินทรัพย์นั้นอยู่ วิธีนี้ช่วยลดภาระการดูแลของภาครัฐและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานแบบเอกชนไปพร้อมกัน ซึ่งคาดว่าจะดึงเม็ดเงินกลับมาได้ถึง 40,000 – 70,000 ล้านบาท

หากรัฐบาลกล้าที่จะปรับเปลี่ยนโมเดลการบริหารรัฐวิสาหกิจอย่างจริงจัง ศักยภาพจากแหล่งเงินนี้จะสร้างเม็ดเงินได้สูงถึง 70,000 – 120,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่มากพอจะนำไปช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายหรือลงทุนในโครงการเร่งด่วนได้โดยไม่ต้องพึ่งพิงการกู้ยืมจากสถาบันการเงินภายนอกแม้แต่บาทเดียว

นอกจากนี้ เสนอทางเลือกที่ 3 โดยให้เอกชนร่วมลงทุน ลดภาระงบประมาณ เพิ่มประสิทธิภาพ การเปลี่ยนวิธีคิดจากการที่รัฐต้องควักกระเป๋าจ่ายเองทั้งหมด มาเป็นการทำ PPP (Public-Private Partnership) หรือการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน ไม่ใช่แค่การประหยัดเงิน แต่คือการดึงเอา “ความเชี่ยวชาญและความคล่องตัวของมืออาชีพ” เข้ามาทำงานแทนระบบราชการที่อาจมีความล่าช้าซึ่งภาครัฐอาจทำได้โดย

1) เปลี่ยนจาก "ภาระ" เป็น "การแบ่งปัน": ในโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้า ถนนทางหลวง หรือท่าเรือ หากรัฐดึงเอกชนมาร่วมลงทุนในสัดส่วนที่เหมาะสม เช่น โครงการมูลค่า 100,000 ล้านบาท หากใช้ระบบ PPP รัฐอาจจะรับผิดชอบเพียง 40,000 – 60,000 ล้านบาท

ส่วนที่เหลือให้เอกชนเป็นผู้ลงเงินและบริหารจัดการ แลกกับสิทธิประโยชน์หรือรายได้ในระยะยาว ผลที่ได้คือโครงการเดินหน้าต่อได้ทันทีโดยที่รัฐบาล “ไม่ต้องกู้เงินก้อนใหญ่” มากองไว้ล่วงหน้า

2) เจาะกลุ่มเศรษฐกิจใหม่: นอกจากโครงสร้างพื้นฐานเดิมๆ แล้ว รัฐควรใช้โมเดล PPP กับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล (Digital Infrastructure) หรือโครงการพลังงานสะอาด (Solar Farm/EV Charging) ซึ่งเป็นสาขาที่เอกชนมีความพร้อมทั้งเทคโนโลยีและเงินทุนอยู่แล้ว

หากรัฐบาลนำโครงการลงทุนที่วางแผนไว้มูลค่ารวมประมาณ 200,000 – 300,000 ล้านบาท มาปรับเปลี่ยนรูปแบบเป็น PPP โดยให้เอกชนร่วมลงทุน ร้อยละ 40–50 จะช่วยให้รัฐบาล ประหยัดเม็ดเงินไปได้ถึง 100,000 – 150,000 ล้านบาท

แม้ตัวเลขนี้จะไม่ใช่ "เงินสด" ที่ไหลเข้ากระเป๋าคลังโดยตรง แต่มันคือ "วงเงินที่ไม่ต้องกู้" ซึ่งมีค่ามหาศาลในการรักษาเพดานหนี้สาธารณะไม่ให้ตึงตัวจนเกินไป และยังช่วยลดภาระดอกเบี้ยจ่ายที่จะตามมาในอนาคตอีกด้วย

4. ออกพันธบัตรเฉพาะทาง (Thematic Bonds) กู้แบบมียุทธศาสตร์ ดึงเงินทุนคุณภาพ หากรัฐบาลยังจำเป็นต้องใช้การ "กู้เงิน" ตนเสนอว่าไม่ควรเป็นการกู้แบบทั่วไปที่สร้างภาระดอกเบี้ยสูงและไม่มีทิศทาง แต่รัฐบาลควรใช้กลไก "พันธบัตรเฉพาะทาง" (Thematic Bonds) เพื่อดึงดูดกลุ่มนักลงทุนสถาบันและกองทุนต่างชาติที่กำลังมองหาการลงทุนที่ยั่งยืน (ESG) ซึ่งมักจะมีข้อเสนอที่ดีกว่าเงินกู้ทั่วไป เป็นการกู้แบบมียุทธศาสตร์ โดยเลือกแหล่งทุนให้ตรงเป้า โดยรัฐบาลอาจจะออกพันธบัตรที่ระบุวัตถุประสงค์ชัดเจน เช่น

1) Green Bond (พันธบัตรสีเขียว): สำหรับใช้ในโครงการสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะ เช่น การสร้างโครงข่ายรถไฟฟ้าหรือพลังงานสะอาด

2) Transition Bond (พันธบัตรเพื่อการเปลี่ยนผ่าน): เพื่อใช้เป็นทุนในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ ลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลและน้ำมัน ตามที่รัฐบาลเคยตั้งเป้าไว้การออกพันธบัตรประเภทนี้มักจะได้ "อัตราดอกเบี้ยที่ถูกกว่า" เพราะนักลงทุนทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญกับเรื่องความยั่งยืน ความต้องการในตลาดโลกยังมีสูงมาก ซึ่งจะช่วยรักษาเครดิตความเชื่อมั่นของประเทศได้ดีกว่าการกู้เงินแบบปกติที่อาจถูกมองว่าเป็นการสร้างหนี้เพื่อการบริโภคเพียงอย่างเดียว

ด้วยอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ของไทยที่ยังอยู่ในระดับที่ดี เราน่าจะสามารถระดมทุนผ่านช่องทางนี้ได้ถึง50,000 – 100,000 ล้านบาท แม้จะมีข้อจำกัดที่ต้องมีโครงการจริงมารองรับและตรวจสอบได้ แต่ก็นับว่าเป็น "เงินกู้คุณภาพ" ที่มาพร้อมกับความรับผิดชอบ และไม่สร้างภาระดอกเบี้ยหนักอึ้งให้แก่ระบบการคลังในระยะยาว

5. มาตรการภาษีแบบเฉพาะจุด (Targeted Tax) ดึงกำไรส่วนเกิน มาเยียวยาส่วนที่ขาด อีกหนึ่งทางเลือกที่รัฐบาลสามารถพิจารณาได้คือการใช้นโยบายภาษีเชิงรุก แต่ต้องย้ำว่าไม่ใช่การ "ขึ้นภาษีทั้งกระดาน" จนประชาชนเดือดร้อน หากแต่คือการเลือกเก็บจากกลุ่มที่มีกำลังทรัพย์สูง ได้รับผลกระทบน้อยกว่า หรือได้รับประโยชน์จากสถานการณ์วิกฤต เพื่อนำเม็ดเงินมาดูแลกลุ่มเปราะบางโดยตรง เช่น

1) Windfall Tax (ภาษีลาภลอย): ในยามที่ราคาน้ำมันหรือสินค้าโภคภัณฑ์พุ่งสูงขึ้น ธุรกิจในกลุ่มพลังงานหรือทรัพยากรมักจะมี "กำไรพิเศษ" ที่พุ่งสูงขึ้นตามกลไกราคาโลกโดยที่ต้นทุนไม่ได้เพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกัน รัฐบาลสามารถพิจารณาเก็บภาษีจากกำไรส่วนเกินนี้ (ชั่วคราว) เพื่อนำเงินกลับมาอุดหนุนราคาพลังงานหรือค่าครองชีพให้ชาวบ้าน ซึ่งคาดว่าถ้าเก็บจริงน่าจะสร้างรายได้เข้ารัฐได้ประมาณ 20,000 – 50,000 ล้านบาท  

2) มาตรการภาษีแบบมีเงื่อนไข (Conditional Tax)แทนที่จะเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ทั้งหมด รัฐอาจเลือกปรับเฉพาะกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย หรือเพิ่ม VAT เพียงเล็กน้อย (เช่น ร้อยละ 1) เฉพาะช่วงวิกฤตโดยกำหนดระยะเวลาสิ้นสุดที่ชัดเจน เพื่อนำเงินส่วนนี้ไปเข้า "กองทุนกระตุ้นเศรษฐกิจ" มาตรการนี้หากออกแบบให้ดีและสื่อสารอย่างโปร่งใส จะลดแรงต้านจากสังคมและสร้างเม็ดเงินได้อีกประมาณ 10,000–30,000 ล้านบาท

แม้ทางเลือกนี้จะสามารถช่วยให้รัฐหาเงินเพิ่มได้ถึง 30,000–80,000 ล้านบาท แต่ถือว่าเป็นเรื่องที่ "ละเอียดอ่อนทางการเมือง" รัฐบาลต้องมีความกล้าหาญในการเผชิญหน้ากับกลุ่มทุนใหญ่ และต้องออกแบบกลไกให้รัดกุมเพื่อไม่ให้ผลกระทบตกมาอยู่ที่ผู้บริโภคในท้ายที่สุด

เมื่อพิจารณาครบทั้ง 5 แนวทางคาดว่าภาครัฐจะมีงบประมาณเพิ่มเติมประมาณ 330,000–570,000 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลสามารถทำได้โดยไม่ต้องพึ่งพาพ.ร.ก.กู้เงินเพียงอย่างเดียว ซึ่งผมไม่ได้ต้องการบอกว่าการกู้เงินเป็นเรื่องผิดเสมอ แต่ในฐานะคนไทยคนหนึ่งที่ห่วงใยบ้านเมือง อยากชวนให้รัฐบาลลอง "ขุดทุกความเป็นไปได้" ออกมาใช้ให้หมดเสียก่อน

เพราะการเลือกทางที่ง่ายในวันนี้จะเป็นการสร้างภาระสำหรับอนาคต แต่การเลือกทางที่ยากกว่า เหมาะสมกว่าจะเป็นการสร้างรากฐานที่เข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจไทยในวันหน้า ซึ่งหากรัฐบาลสามารถทำได้ตามนี้ ไม่เพียงแต่เราจะได้เงิน 5 แสนล้านมาหมุนเวียนเศรษฐกิจเท่านั้น แต่เราจะได้ระบบการคลังที่โปร่งใส มีประสิทธิภาพกลับคืนมาเป็นกำไรให้คนไทยทุกคนด้วย

ข่าวล่าสุด

ศุภจี โชว์ผลงาน 6 เดือน ดันเศรษฐกิจ 7.3 หมื่นล้าน ลุยต่อ 5 นโยบายฝ่าวิกฤต