posttoday
TDRI ชี้กู้ 5 แสนล.เสี่ยง หากไร้แผนแก้โครงสร้างศก. จี้เปิดข้อมูลตรวจสอบโปร่งใส

TDRI ชี้กู้ 5 แสนล.เสี่ยง หากไร้แผนแก้โครงสร้างศก. จี้เปิดข้อมูลตรวจสอบโปร่งใส

23 เมษายน 2569

TDRI ชี้กู้เงินต้องเน้นปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาวแทนกระตุ้นสั้น จี้เปิดข้อมูลตรวจสอบลดเสี่ยงใช้เงินผิดทาง ย้ำถ้าไม่มีแผนชัดเจนควรเก็บพื้นที่คลังไว้ใช้ยามจำเป็น เพื่อรักษาเสถียรภาพหนี้และความเชื่อมั่น

KEY

POINTS

  • TDRI เสนอให้นำเงินกู้ 5 แสนล้านบาทไปใช้เพื่อการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว แทนการกระตุ้นระยะสั้น
  • ไม่เห็นด้วยกับการนำเงินไปใช้ในโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เช่น การแจกเงิน เพราะไม่แก้ปัญหาที่ตรงจุด
  • เรียกร้องให้รัฐบาลเปิดเผยข้อมูลโครงการต่อสาธารณะ เพื่อให้เกิดการตรวจสอบและลดความเสี่ยงในการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์

ในที่สุดก็มีความชัดเจน กรณีการออก พ.ร.ก. กู้เงินไม่เกิน 5 แสนล้านบาท ของรัฐบาลอนุทิน โดยจะอยู่ในช่วงเดือนพฤษภาคม ถึง ตุลาคมนี้ กระทรวงการคลังยืนยันจะไม่ขยายเพดานหนี้ และชี้ว่าการ "ไม่กู้" เสี่ยงมากกว่าการ "กู้"  เพราะหากปล่อยไว้จะทำเศรษฐกิจหดตัวมากกว่าเดิม แต่ประเด็นเรื่องความคุ้มค่าและเสถียรภาพการคลังยังคงเป็นที่กังวล โพสต์ทูเดย์ ร่วมหาคำตอบผ่านมุมมอง ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ซึ่งให้ความเห็นไว้อย่างน่าสนใจว่า "การกู้เงินโดยตัวมันเองไม่น่ากลัว แต่สิ่งที่น่ากลัวคือจะเอาเงินไปทำอะไร"?

มองอย่างไรกับการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนลบ.
ถ้าเงินก้อนนี้ถูกใช้เพื่อช่วย “กลุ่มเปราะบางจริง ๆ” คือคนที่ได้รับผลกระทบและพยายามปรับตัวแล้วแต่ยังไม่ไหว แบบนี้ถือว่าสมเหตุสมผล หรือถ้านำไปใช้เพื่อ “ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ” ทำให้ GDP เติบโตกว่าเดิมได้ในระยะยาว ก็ถือว่าเป็นการใช้เงินที่มีเหตุผลรองรับ

แต่สิ่งที่ไม่เห็นด้วยคือ การเอาเงินไปกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เช่น แจกเงิน หรือโครงการลักษณะคนละครึ่ง เพราะไม่แก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด และไม่ทำให้เศรษฐกิจแข็งแรงขึ้นจริง

“ประเด็นที่ต้องระวังคือ การนิยามคำว่า กลุ่มเปราะบาง คือ โดยวิกฤติแล้ว พยายามปรับตัวแล้วยังไม่ไหว แต่วันนี้ กลุ่มเปราะบางเยอะไป จนอาจจะไม่เปราะบางจริง คนจนจริง ๆ มีเพียง 3-4 ล้านคน แต่ผู้ถือบัตรสวัสดิการมีเป็นสิบล้านคน หากกำหนดกลุ่มเป้าหมายไม่ชัด เงินก็อาจกระจายไม่ตรงจุด”

การไม่ขยายเพดานหนี้ จำกัดความสามารถรับมือวิกฤติ?
ไม่น่ากังวลในระยะสั้น เพราะเป็นเพียงกรอบที่กำหนดไว้ ณ ตอนนี้ หากในอนาคตสถานการณ์รุนแรงและยืดเยื้อ ก็ยังสามารถพิจารณาปรับเพดานหนี้ได้ตามความจำเป็น

การใช้ “ช่องว่างหนี้” 4% ที่เหลืออยู่ มีความเสี่ยงอย่างไร
ต้องยอมรับว่า ความปลอดภัยลดลง เพราะยิ่งใช้ช่องว่างหนี้ไปมาก ความสามารถในการกู้ในอนาคตก็จะลดลง หรือหากต้องกู้เพิ่ม อาจต้องขยับเพดานหนี้สาธารณะที่ปัจจุบันอยู่ที่ 70% ขณะที่หนี้สาธารณะของไทยตอนนี้อยู่ที่ 66% ซึ่งเสี่ยงกระทบความเชื่อมั่น และอาจทำให้ต้นทุนการกู้ยืมแพงขึ้น
 

แต่ หากเงินกู้ถูกนำไปใช้เพื่อ “ยกระดับ หรือปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ” ได้จริง อนาคตเศรษฐกิจไทยจะเติบโตขึ้นเอง และช่วยให้คนมีรายได้มากขึ้น จ่ายภาษีมากขึ้น รัฐก็มีศักยภาพในการชำระหนี้ แต่ถ้าใช้ผิดทาง เศรษฐกิจไม่โต รายได้รัฐไม่เพิ่ม ก็จะไม่มีฐานรายได้ในอนาคตมาใช้หนี้ก้อนนี้

ความกังวลต่อการกู้ครั้งนี้คืออะไร?

สิ่งที่กังวลมากที่สุดคือ การใช้เงินไม่เหมาะสม ถ้าเงินกู้ไม่สามารถสร้างเศรษฐกิจใหม่ ไม่ทำให้ GDP เติบโต รายได้รัฐก็จะไม่เพิ่ม และอาจนำไปสู่ความเสี่ยงด้านเสถียรภาพการคลังในระยะยาว

เห็นด้วยหรือไม่กับแนวคิด “ไม่กู้" อันตรายกว่า
ไม่เห็นด้วย ข้อเท็จจริงคือ หากยังไม่มี “แผนที่ชัดเจน” ในการยกระดับเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนในสถานการณ์แบบนี้ “อย่ากู้ดีกว่า” เพราะช่องว่างเครดิตยังสามารถเก็บ “ช่องว่างทางการคลัง” ไว้ใช้ในยามจำเป็นจริงในอนาคต หรือใช้เมื่อมีโครงการที่ตอบโจทย์ระยะยาวได้จริง

มีข้อกังวลว่า อาจมียัดไส้โครงการไม่เป็นประโยชน์?
ในประเด็นนี้มีความกังวลมาก เรื่องโครงสร้างอำนาจ เพราะรัฐมนตรีสายเทคโนแครตไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ขณะที่นักการเมืองที่ได้รับการเลือกตั้งมามีอำนาจต่อรองเชิงนโยบายได้ จึงจำเป็นต้องมีระบบตรวจสอบถ่วงดุลที่เข้มแข็ง

จะทำอย่างไรให้การใช้เงินโปร่งใส
ควร “เปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ” ให้ think tank และสถาบันการศึกษาเข้ามามีส่วนร่วมในการวิเคราะห์ วิพากษ์ และตรวจสอบความเหมาะสมของโครงการ

“จำเป็นต้องปฏิรูป กระบวนการงบประมาณ และ ระบบติดตามประเมินผล ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อให้การใช้เงินเกิดความคุ้มค่า และลดปัญหาคอร์รัปชันหรือผลประโยชน์ทับซ้อน”
 

ข่าวล่าสุด

ศึกชิงแชมป์เจ้าแห่งพลังงาน "มิเตอร์ TOU vs โซลาร์เซลล์" ใครประหยัดจริง?

ศึกชิงแชมป์เจ้าแห่งพลังงาน "มิเตอร์ TOU vs โซลาร์เซลล์" ใครประหยัดจริง?