
TDRI ชี้กู้ 5 แสนล.เสี่ยง หากไร้แผนแก้โครงสร้างศก. จี้เปิดข้อมูลตรวจสอบโปร่งใส
TDRI ชี้กู้เงินต้องเน้นปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาวแทนกระตุ้นสั้น จี้เปิดข้อมูลตรวจสอบลดเสี่ยงใช้เงินผิดทาง ย้ำถ้าไม่มีแผนชัดเจนควรเก็บพื้นที่คลังไว้ใช้ยามจำเป็น เพื่อรักษาเสถียรภาพหนี้และความเชื่อมั่น
KEY
POINTS
- TDRI เสนอให้นำเงินกู้ 5 แสนล้านบาทไปใช้เพื่อการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว แทนการกระตุ้นระยะสั้น
- ไม่เห็นด้วยกับการนำเงินไปใช้ในโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เช่น การแจกเงิน เพราะไม่แก้ปัญหาที่ตรงจุด
- เรียกร้องให้รัฐบาลเปิดเผยข้อมูลโครงการต่อสาธารณะ เพื่อให้เกิดการตรวจสอบและลดความเสี่ยงในการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์
ในที่สุดก็มีความชัดเจน กรณีการออก พ.ร.ก. กู้เงินไม่เกิน 5 แสนล้านบาท ของรัฐบาลอนุทิน โดยจะอยู่ในช่วงเดือนพฤษภาคม ถึง ตุลาคมนี้ กระทรวงการคลังยืนยันจะไม่ขยายเพดานหนี้ และชี้ว่าการ "ไม่กู้" เสี่ยงมากกว่าการ "กู้" เพราะหากปล่อยไว้จะทำเศรษฐกิจหดตัวมากกว่าเดิม แต่ประเด็นเรื่องความคุ้มค่าและเสถียรภาพการคลังยังคงเป็นที่กังวล โพสต์ทูเดย์ ร่วมหาคำตอบผ่านมุมมอง ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ซึ่งให้ความเห็นไว้อย่างน่าสนใจว่า "การกู้เงินโดยตัวมันเองไม่น่ากลัว แต่สิ่งที่น่ากลัวคือจะเอาเงินไปทำอะไร"?
มองอย่างไรกับการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนลบ.
ถ้าเงินก้อนนี้ถูกใช้เพื่อช่วย “กลุ่มเปราะบางจริง ๆ” คือคนที่ได้รับผลกระทบและพยายามปรับตัวแล้วแต่ยังไม่ไหว แบบนี้ถือว่าสมเหตุสมผล หรือถ้านำไปใช้เพื่อ “ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ” ทำให้ GDP เติบโตกว่าเดิมได้ในระยะยาว ก็ถือว่าเป็นการใช้เงินที่มีเหตุผลรองรับ
แต่สิ่งที่ไม่เห็นด้วยคือ การเอาเงินไปกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เช่น แจกเงิน หรือโครงการลักษณะคนละครึ่ง เพราะไม่แก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด และไม่ทำให้เศรษฐกิจแข็งแรงขึ้นจริง
“ประเด็นที่ต้องระวังคือ การนิยามคำว่า กลุ่มเปราะบาง คือ โดยวิกฤติแล้ว พยายามปรับตัวแล้วยังไม่ไหว แต่วันนี้ กลุ่มเปราะบางเยอะไป จนอาจจะไม่เปราะบางจริง คนจนจริง ๆ มีเพียง 3-4 ล้านคน แต่ผู้ถือบัตรสวัสดิการมีเป็นสิบล้านคน หากกำหนดกลุ่มเป้าหมายไม่ชัด เงินก็อาจกระจายไม่ตรงจุด”
การไม่ขยายเพดานหนี้ จำกัดความสามารถรับมือวิกฤติ?
ไม่น่ากังวลในระยะสั้น เพราะเป็นเพียงกรอบที่กำหนดไว้ ณ ตอนนี้ หากในอนาคตสถานการณ์รุนแรงและยืดเยื้อ ก็ยังสามารถพิจารณาปรับเพดานหนี้ได้ตามความจำเป็น
การใช้ “ช่องว่างหนี้” 4% ที่เหลืออยู่ มีความเสี่ยงอย่างไร
ต้องยอมรับว่า ความปลอดภัยลดลง เพราะยิ่งใช้ช่องว่างหนี้ไปมาก ความสามารถในการกู้ในอนาคตก็จะลดลง หรือหากต้องกู้เพิ่ม อาจต้องขยับเพดานหนี้สาธารณะที่ปัจจุบันอยู่ที่ 70% ขณะที่หนี้สาธารณะของไทยตอนนี้อยู่ที่ 66% ซึ่งเสี่ยงกระทบความเชื่อมั่น และอาจทำให้ต้นทุนการกู้ยืมแพงขึ้น
แต่ หากเงินกู้ถูกนำไปใช้เพื่อ “ยกระดับ หรือปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ” ได้จริง อนาคตเศรษฐกิจไทยจะเติบโตขึ้นเอง และช่วยให้คนมีรายได้มากขึ้น จ่ายภาษีมากขึ้น รัฐก็มีศักยภาพในการชำระหนี้ แต่ถ้าใช้ผิดทาง เศรษฐกิจไม่โต รายได้รัฐไม่เพิ่ม ก็จะไม่มีฐานรายได้ในอนาคตมาใช้หนี้ก้อนนี้
ความกังวลต่อการกู้ครั้งนี้คืออะไร?
สิ่งที่กังวลมากที่สุดคือ การใช้เงินไม่เหมาะสม ถ้าเงินกู้ไม่สามารถสร้างเศรษฐกิจใหม่ ไม่ทำให้ GDP เติบโต รายได้รัฐก็จะไม่เพิ่ม และอาจนำไปสู่ความเสี่ยงด้านเสถียรภาพการคลังในระยะยาว
เห็นด้วยหรือไม่กับแนวคิด “ไม่กู้" อันตรายกว่า
ไม่เห็นด้วย ข้อเท็จจริงคือ หากยังไม่มี “แผนที่ชัดเจน” ในการยกระดับเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนในสถานการณ์แบบนี้ “อย่ากู้ดีกว่า” เพราะช่องว่างเครดิตยังสามารถเก็บ “ช่องว่างทางการคลัง” ไว้ใช้ในยามจำเป็นจริงในอนาคต หรือใช้เมื่อมีโครงการที่ตอบโจทย์ระยะยาวได้จริง
มีข้อกังวลว่า อาจมียัดไส้โครงการไม่เป็นประโยชน์?
ในประเด็นนี้มีความกังวลมาก เรื่องโครงสร้างอำนาจ เพราะรัฐมนตรีสายเทคโนแครตไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ขณะที่นักการเมืองที่ได้รับการเลือกตั้งมามีอำนาจต่อรองเชิงนโยบายได้ จึงจำเป็นต้องมีระบบตรวจสอบถ่วงดุลที่เข้มแข็ง
จะทำอย่างไรให้การใช้เงินโปร่งใส
ควร “เปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ” ให้ think tank และสถาบันการศึกษาเข้ามามีส่วนร่วมในการวิเคราะห์ วิพากษ์ และตรวจสอบความเหมาะสมของโครงการ
“จำเป็นต้องปฏิรูป กระบวนการงบประมาณ และ ระบบติดตามประเมินผล ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อให้การใช้เงินเกิดความคุ้มค่า และลดปัญหาคอร์รัปชันหรือผลประโยชน์ทับซ้อน”







