EXIM BANK ชี้ทางรอดส่งออกไทย เจาะเส้นทางสำรองเลี่ยงวิกฤตตะวันออกกลาง
เมื่อช่องแคบยุทธศาสตร์เสี่ยงปิด EXIM BANK เปิดลายแทงเส้นทางใหม่สู่ UAE และซาอุฯ ผ่านกลยุทธ์ Multimodal ข้ามพรมแดนโอมานเพื่อเลี่ยงวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ พร้อมแนะแผนรับมือต้นทุนพุ่ง
ทางรอดของผู้ส่งออกไทยกำลังถูกท้าทายอีกครั้ง เมื่อความตึงเครียดในตะวันออกกลางลุกลามกระทบ “เส้นเลือดหลักการค้าโลก” อย่างช่องแคบ Hormuz และ Bab-el-Mandeb จนเสี่ยงกลายเป็นคอขวดโลจิสติกส์ที่อาจทำให้การขนส่งสะดุดได้ทุกเมื่อ
ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) ชี้ว่า ภายใต้ความไม่แน่นอนเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรง ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งปรับกลยุทธ์ โดยเฉพาะการมองหา “เส้นทางขนส่งทางเลือก” เพื่อกระจายความเสี่ยงและรักษาความต่อเนื่องของการค้า
เจาะเส้นทางสำรอง สู่ตลาดตะวันออกกลาง
ตลาดหลักอย่าง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) สามารถใช้กลยุทธ์ขนส่งต่อเนื่อง (Multimodal Transport) ผ่าน 2 เส้นทางสำคัญ ได้แก่
1.Fujairah UAE ผ่าน Fujairah UAE
เมื่อตู้สินค้าถูกขนถ่ายและผ่านพิธีการศุลกากรขาเข้าแล้ว จะใช้การขนส่งต่อด้วยรถบรรทุกผ่านทางหลวงยุทธศาสตร์ Sheikh Khalifa Highway ซึ่งตัดผ่านแนวเทือกเขา Hajar แล้วเข้าสู่นครดูไบต่อไป หลังจากนั้นสินค้าบางส่วนอาจถูกกระจายทางถนนไปยังประเทศอื่นในอ่าวเปอร์เซียต่อไป เส้นทางนี้มีข้อดีในด้านความรวดเร็ว โดยมีระยะทางขนส่งทางบกเพียง 130-150 กิโลเมตร ใช้ระยะเวลา 2-3 ชั่วโมงเท่านั้น แต่เส้นทางนี้มีข้อพึงระวังด้านความปลอดภัย เนื่องจากท่าเรือ Fujairah เคยถูกถล่มด้วยขีปนาวุธมาแล้ว
2.เทียบท่าที่ท่าเรือ Sohar โอมาน
ผ่านพิธีศุลกากรแล้วต่อรถบรรทุกบนทางหลวง Batinah Highway ผ่านด่านศุลกากร Al Wajajah (โอมาน)-Hatta (UAE) แล้วใช้เส้นทาง Dubai-Hatta Highway เข้าสู่นครดูไบ เส้นทางนี้ใช้ระยะทางขนส่งทางบก 200-220 กิโลเมตร ระยะเวลา 2.5-3 ชั่วโมง แต่ต้องผ่านด่านศุลกากรทั้งฝั่งโอมานและ UAE
เส้นทางใหม่สู่ซาอุฯ
สำหรับเส้นทางจากไทยสู่กรุงริยาดเมืองหลวงของซาอุดีอาระเบีย โดยปกติจะใช้ท่าเรือ Jeddah และ Damman แล้วขนส่งต่อด้วยรถไฟหรือรถบรรทุก แต่หากช่องแคบ Hormuz และ Bab-el-Mandeb มีข้อจำกัด จะต้องเปลี่ยนไปใช้ท่าเรือโอมานเป็นประตูด่านแรกก่อนต่อด้วยรถบรรทุกเข้าไปซาอุดีอาระเบีย โดยสินค้าจากไทยจะเทียบท่าที่ท่าเรือ Sohar ตอนเหนือของโอมาน จากจุดนี้ขบวนรถบรรทุกสินค้าจะใช้เส้นทางทิศตะวันตกเฉียงใต้สู่เมือง Ibri ก่อนจะเข้าสู่ด่านศุลกากร Ramlat Khaliya (โอมาน)-Rub' al Khali (ซาอุดีอาระเบีย)
จากนั้นวิ่งต่อเนื่องเพื่อไปบรรจบกับทางหลวงเส้นใหม่ Rub' al Khali Highway ที่ตัดผ่านทะเลทราย เพื่อเดินทางต่อเข้าไปกรุงริยาด ระยะทางขนส่งทางบกรวม 1,400 กิโลเมตร โดยสินค้าที่มีจุดหมายไปยังเมืองอื่น เช่น Jeddah ก็จะกระจายผ่านทางถนน/รถไฟต่อไป อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องพิจารณาเพิ่มเติมคือ ท่าเรือ Sohar ไม่ใช่ท่าเรือใหญ่ อาจต้องใช้การขนส่งด้วยเรือ Feeder จากท่าเรือขนาดใหญ่อื่น เช่น ท่าเรือ Salalah ซึ่งจะเพิ่มต้นทุนและระยะเวลา รวมถึงการขนส่งทางบกจะต้องผ่านทะเลทราย ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงที่สินค้าจะเสียหายจากความร้อนและพายุทะเลทราย
ต้นทุนเพิ่ม แรงกดดันสภาพคล่อง
การปรับเปลี่ยนเส้นทางโลจิสติกส์ดังกล่าว ย่อมมาพร้อมกับต้นทุนการบริหารจัดการที่สูงขึ้นและระยะเวลาขนส่งที่ยาวนานขึ้น สิ่งเหล่านี้จะสร้างแรงกดดันโดยตรงต่อสภาพคล่องทางธุรกิจ ผู้ส่งออกไทยจึงควรวางแผนกลยุทธ์อย่างรอบคอบและรัดกุม ประเมินความเสี่ยงรอบด้าน ใช้เครื่องมือทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ
ท่ามกลางสมรภูมิภูมิรัฐศาสตร์ที่ไร้ความแน่นอน โดย EXIM BANK มุ่งมั่นยืนเคียงข้างผู้ส่งออกไทยในทุกสถานการณ์ พร้อมให้คำปรึกษาอย่างครบวงจร เพื่อให้การค้าของไทยเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่องและมั่นคง
ปรับตัวเชิงรุก ทางรอดในโลกผันผวน
ในโลกการค้าที่ไม่แน่นอน การยึดติดกับเส้นทางเดิมอาจไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป การกระจายเส้นทางและบริหารความเสี่ยงเชิงรุก กลายเป็น “เงื่อนไขใหม่” ของการแข่งขัน
EXIM BANK ย้ำบทบาทการเป็นพันธมิตรผู้ส่งออกไทย พร้อมให้คำปรึกษาและสนับสนุนเครื่องมือทางการเงิน เพื่อให้ธุรกิจไทยเดินหน้าต่อได้อย่างมั่นคง แม้ต้องเผชิญแรงกระแทกจากภูมิรัฐศาสตร์โลก


