IMF เตือนเอเชียเสี่ยงวิกฤตพลังงานจากสงคราม "เอกนิติ“ชี้กระทบยืดเยื้อ
IMF ชี้เอเชียพึ่งพาพลังงานตะวันออกกลางสูง เสี่ยงเงินเฟ้อพุ่ง เศรษฐกิจชะลอ หากสงครามยืดเยื้อ ”เอกนิติ“ กังวลสถานการณ์อาจไม่คลี่คลายในเร็ววัน
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ออกโรงเตือนว่า ภูมิภาคเอเชียกำลังเผชิญความเปราะบางต่อวิกฤตราคาพลังงานมากกว่าภูมิภาคอื่นของโลก เนื่องจากการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสูง โดยหากความขัดแย้งในภูมิภาคดังกล่าวยืดเยื้อจนกระทบต่ออุปทาน อาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของเอเชียในระยะต่อไป
นายกฤษณะ ศรีนิวาสัน ผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียและแปซิฟิกของ IMF เปิดเผยว่า แม้เศรษฐกิจเอเชียจะเริ่มต้นปี 2569 ด้วยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง จากปัจจัยบวกอย่างมาตรการภาษีของสหรัฐที่ไม่เข้มงวดเท่าคาด วัฏจักรเทคโนโลยีที่แข็งแกร่งซึ่งหนุนการส่งออก รวมถึงสภาพคล่องทางการเงินที่ผ่อนคลาย แต่แรงหนุนดังกล่าวกำลังถูกหักล้างบางส่วนจากผลกระทบด้านพลังงานที่เกิดจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
ข้อมูลจาก IMF ระบุว่า การใช้พลังงานประเภทน้ำมันและก๊าซคิดเป็นประมาณ 4% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของเอเชีย ซึ่งสูงกว่าภูมิภาคยุโรปเกือบเท่าตัว ขณะที่การนำเข้าสุทธิของพลังงานคิดเป็นราว 2.5% ของ GDP สะท้อนถึงการพึ่งพาภายนอกในระดับสูง
IMF ประเมินว่าแรงกระแทกจากราคาพลังงานจะส่งผลให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น การเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอลง และดุลบัญชีเดินสะพัดอ่อนแอลง โดยภายใต้กรณีฐาน คาดว่าเศรษฐกิจเอเชียจะขยายตัวลดลงจาก 5% ในปี 2568 เหลือ 4.4% ในปี 2569 และ 4.2% ในปี 2570
อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์เลวร้ายลง เศรษฐกิจเอเชียอาจสูญเสียอัตราการเติบโตสะสมลงอีก 1–2 จุดเปอร์เซ็นต์ภายในปี 2570 โดยผลกระทบไม่ได้จำกัดเพียงด้านราคาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความเสี่ยงด้านปริมาณอุปทาน โดยเฉพาะสารเคมีจากน้ำมันและก๊าซที่ใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตและอาหาร
ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของไทย ระบุว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากความขัดแย้งดังกล่าว “ค่อนข้างรุนแรง” เนื่องจากประเทศไทยเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ และแสดงความกังวลว่าสถานการณ์อาจไม่คลี่คลายในเร็ววัน โดยเฉพาะหลังโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานบางส่วนในตะวันออกกลางได้รับความเสียหาย
IMF คาดว่าอัตราเงินเฟ้อในเอเชียจะเพิ่มขึ้นจาก 1.4% ในปี 2568 เป็น 2.6% ในปี 2569 ก่อนชะลอลงสู่ 2.4% ในปี 2570 พร้อมแนะนำให้ธนาคารกลางในภูมิภาคติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และดำเนินนโยบายอย่างยืดหยุ่น หากความคาดหวังเงินเฟ้อเริ่มหลุดกรอบ
ขณะเดียวกัน IMF เตือนว่าการใช้นโยบายอุดหนุนพลังงานในวงกว้าง การลดภาษี หรือการควบคุมราคา อาจช่วยบรรเทาผลกระทบในระยะสั้น แต่มีต้นทุนสูง บิดเบือนกลไกตลาด และยากต่อการยกเลิกในระยะยาว โดยแนะนำให้รัฐบาลมุ่งช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มเปราะบางอย่างตรงจุดมากกว่า


