posttoday

เอกนิติ กางแผนปรับศก.ไทย ชู Smart Grid ดันครัวเรือนติดโซลาร์ขายไฟคืนระบบ

16 เมษายน 2569

เอกนิติ กางแผนปรับทัพเศรษฐกิจไทยบนเวที IMF-WB 2026 ดัน Smart Grid เปิดขายไฟคืนระบบ ใช้นโยบาย 4T อุ้มตรงกลุ่มผ่านดิจิทัล รับมือวิกฤตพลังงานโลก ท่ามกลางความเสี่ยงท่องเที่ยวชะลอ

KEY

POINTS

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แสดงวิสัยทัศน์บนเวที IMF-WBG Spring Meeting 2026 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. โดยชี้ว่าท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ไทยจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อสร้างความยืดหยุ่นในระยะยาว พร้อมย้ำแนวคิด “เปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส” โดยเฉพาะในมิติพลังงานที่กำลังเป็นความท้าทายสำคัญของประเทศ

หัวใจสำคัญของแผนดังกล่าวคือการเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ผ่านการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้าไปสู่ “โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ” (Smart Grid) ควบคู่กับระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) เพื่อรองรับการผลิตไฟฟ้าแบบกระจายศูนย์ในอนาคต โดยภาครัฐมีแผนส่งเสริมให้ครัวเรือนติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ผ่านมาตรการทางภาษี และเปิดทางให้สามารถขายไฟฟ้าส่วนเกินกลับเข้าสู่ระบบได้ ซึ่งจะช่วยทั้งลดภาระค่าใช้จ่าย สร้างรายได้เสริม และเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานในระดับฐานราก
 

แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับมุมมองของนักวิเคราะห์พลังงานระดับโลกที่เห็นว่า หากไทยเปิดเสรีพลังงานสะอาด โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์อย่างจริงจัง จะเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างรายได้ใหม่และยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ไทยยังเผชิญแรงกดดันจากวิกฤติพลังงานโลก เนื่องจากมีการนำเข้าน้ำมันและก๊าซในสัดส่วนสูง คิดเป็นราว 10% ของ GDP ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจผ่าน 2 ช่องทางหลัก ได้แก่ ด้านราคา (Price Channel) ที่ทำให้ค่าครองชีพและเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นจากต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งที่สูงขึ้น และด้านอุปทาน (Supply Shock) ที่กระทบต่อภาคการผลิต โดยเฉพาะภาคเกษตรและอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า เช่น ปุ๋ยและปิโตรเคมี

ท่ามกลางข้อจำกัดด้านฐานะการคลัง รัฐบาลจึงนำแนวคิด “4T” ได้แก่ Target, Transition, Transform และ Together มาใช้เป็นกรอบนโยบาย โดยเน้นการช่วยเหลือแบบเจาะจงกลุ่ม (Targeted Subsidy) แทนการอุดหนุนแบบครอบคลุมทั้งระบบ เพื่อลดภาระงบประมาณและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายภาครัฐ

ในเชิงปฏิบัติ ไทยใช้ความแข็งแกร่งด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล อาทิ ระบบพร้อมเพย์ และฐานข้อมูลภาครัฐ เชื่อมโยงการช่วยเหลือไปยังกลุ่มเป้าหมายโดยตรง เช่น กลุ่มผู้ขับรถบรรทุกหรือแรงงานที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการใช้บัตรสวัสดิการดิจิทัลเพื่อดูแลกลุ่มเปราะบางอย่างตรงจุด

นอกจากนี้ รัฐบาลยังอยู่ระหว่างศึกษาการพัฒนากระเป๋าเงินดิจิทัลสำหรับช่วยเหลือค่าน้ำมันและก๊าซหุงต้มโดยตรง เพื่อให้สามารถอัดฉีดความช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็วและตรงกลุ่มมากขึ้นในช่วงที่ราคาพลังงานผันผวน

สำหรับภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย แม้จะมีสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา แต่ยังคงมีความเสี่ยงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวและทำให้การฟื้นตัวชะลอลง

รัฐบาลจึงเตรียมเร่งสร้างความร่วมมือในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะการพัฒนาระบบชำระเงินข้ามพรมแดน เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางและกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในภูมิภาค ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจในภาพรวม ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกที่ยังคงอยู่ในระดับสูง

ข่าวล่าสุด

“แนน” ตอบแล้ว รู้สึกยังไง ฉายา “แก๊งลูกเทพ” ลั่นรอดูผลงาน