เอกนิติ แจงไม่เทงบหมดหน้าตัก รับศึกน้ำมัน หวั่นวิกฤตยืดเยื้อ
เอกนิติ ชี้รัฐบาลใช้ทุกเครื่องมือรับวิกฤตตะวันออกกลาง พยุงน้ำมันผ่านกองทุน แต่ไม่เทงบหมดตั้งแต่ต้น หวั่นวิกฤตยืดเยื้อ ต้องเก็บกระสุนคลังไว้รับแรงกระแทกระลอกต่อไป
KEY
POINTS
- รัฐบาลจะไม่ทุ่มงบประมาณทั้งหมดเพื่อแก้ปัญหาราคาน้ำมันในระยะแรก เนื่องจากกังวลว่าวิกฤตอาจยืดเยื้อและต้องสำรองงบไว้รับมือในอนาคต
- ในระยะสั้นจะใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงพยุงราคา ควบคู่กับมาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เช่น ภาคขนส่งและประมง
- เหตุผลที่ไม่เทงบทั้งหมดพร้อมกัน เพราะต้องการเก็บทรัพยากรทางการคลังไว้รองรับความเสี่ยงหากสงครามขยายวงกว้าง เพื่อป้องกันวิกฤตเศรษฐกิจซ้ำซ้อน
วันที่ 9 เม.ย. 2569 ที่รัฐสภา นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงต่อที่ประชุมรัฐสภาถึงแนวทางรับมือผลกระทบจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางว่า รัฐบาลจำเป็นต้องใช้ ทุกเครื่องมือที่มี เพื่อประคองผลกระทบจากวิกฤตราคาพลังงานและน้ำมันที่พุ่งขึ้น แต่ในเวลาเดียวกันต้องบริหารงบประมาณและทรัพยากรอย่างระมัดระวัง ไม่สามารถทุ่มเม็ดเงินทั้งหมดตั้งแต่ระยะแรกได้ เพราะหากวิกฤตยืดเยื้อและลุกลามไปยังภาคเศรษฐกิจอื่น ประเทศอาจขาดกำลังรับมือในระยะต่อไป
ในระยะสั้น รัฐบาลยืนยันว่าได้ใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาพยุงราคา เพื่อไม่ให้แรงกระแทกจากตลาดโลกส่งผ่านมายังราคาภายในประเทศทันที พร้อมเดินหน้าใช้กลไกทุกด้านเพื่อลดแรงกดดันด้านพลังงาน ควบคู่กับมาตรการเฉพาะกลุ่มที่จะทยอยออกมา โดยเฉพาะการดูแลภาคขนส่ง ภาคประมง และกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบโดยตรง
ไทยเป็นประเทศที่พึ่งพาการใช้น้ำมันในสัดส่วนสูง จึงได้รับผลกระทบโดยตรงจากความผันผวนของราคาพลังงานโลก รัฐบาลจึงต้องเร่งลดแรงกระแทกต่อประชาชนและภาคธุรกิจ แต่การช่วยเหลือจะต้องอยู่บนหลักคิดสำคัญคือ ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและแม่นเป้า เพื่อสำรองเม็ดเงินไว้รองรับกรณีสงครามยืดเยื้อและผลกระทบขยายวงกว้างมากขึ้นในระยะต่อไป
"แกนสำคัญของมาตรการเร่งด่วน คือการดูแล กลุ่มด่านแรก ที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันสูงขึ้น โดยเฉพาะภาคขนส่ง ซึ่งใช้น้ำมันในปริมาณมาก และเป็นต้นทุนที่สามารถส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและบริการเกือบทุกประเภท หากปล่อยให้ต้นทุนพลังงานพุ่งต่อเนื่องโดยไม่เข้าแทรกแซง ย่อมเสี่ยงซ้ำเติมค่าครองชีพและเร่งแรงกดดันเงินเฟ้อในวงกว้าง"
นายเอกนิติระบุว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 11 เม.ย.นี้ จะมีมาตรการเพิ่มเติมออกมาดูแลภาคขนส่งและภาคประมงโดยเฉพาะ เนื่องจากหากต้นทุนพลังงานยังปรับขึ้นต่อเนื่อง ไม่เพียงกระทบผู้ประกอบการประมงโดยตรง แต่ยังอาจดันราคาอาหารทะเล ปุ๋ย และต้นทุนการผลิตภาคเกษตรให้ขยับขึ้นตามไปด้วย
โดยย้ำว่า เหตุผลที่รัฐบาลไม่เลือกใช้มาตรการแบบ เทงบครั้งเดียว หรือระดมเครื่องมือการคลังทั้งหมดพร้อมกันตั้งแต่ต้น เพราะจำเป็นต้องเก็บงบประมาณ ทางการคลังไว้รองรับความเสี่ยง หากสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อและขยายผลเป็นแรงกระแทกระลอกสองหรือระลอกสามต่อเศรษฐกิจไทย
“ถ้าเราไม่เตรียมความพร้อม ใช้เม็ดเงินทุกอย่าง ทุกบาททุกสตางค์ ไปช่วยกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง สิ่งที่เกิดขึ้นอาจจะเจอวิกฤตซ้อนวิกฤต และสิ่งที่น่ากลัวที่สุด อาจจะนำมาสู่วิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งเราเคยผ่านเหตุการณ์นั้นในปี 2540”
นอกจากการรับมือเฉพาะหน้า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังยังชี้ว่า รัฐบาลต้องเตรียมพร้อมสำหรับ โลกหลังวิกฤต เพราะเชื่อว่าสงครามครั้งนี้จะเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจโลกในหลายมิติ และไทยต้องเร่งปรับตัวเพื่อไม่ให้เสียโอกาสในการแข่งขัน โดยวางกรอบการเปลี่ยนแปลงไว้ 3 มิติหลัก
มิติแรก คือ ความมั่นคงใหม่ ที่ไม่ใช่เพียงมิติทางทหาร แต่รวมถึงความมั่นคงด้านอาหาร ยารักษาโรค และสินค้าจำเป็น ซึ่งอาจเผชิญภาวะขาดแคลนหรือราคาสูงขึ้นจากปัญหาห่วงโซ่อุปทานโลก โดยมองว่านี่อาจเป็นโอกาสของไทย หากสามารถต่อยอดจุดแข็งด้านอาหาร สินค้าเกษตร และสมุนไพร เพื่อยกระดับเป็นความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว
มิติที่สอง คือ โลกอาจไม่กลับไปสู่ยุคน้ำมันราคาถูกในเร็ววัน เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานและกำลังการผลิตพลังงานที่ได้รับผลกระทบจากสงครามอาจต้องใช้เวลา 1-2 ปีในการฟื้นตัว ทำให้ไทยจำเป็นต้องเร่งเดินหน้าพลังงานสะอาดและพลังงานชีวมวลอย่างจริงจัง ทั้งในระดับครัวเรือนและภาคธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดทางให้ติดตั้งโซลาร์บนหลังคาบ้าน การขายไฟฟ้าส่วนเกินคืนให้รัฐ การส่งเสริมโซลาร์ฟาร์ม และการขยายการใช้พลังงานชีวภาพและเชื้อเพลิงทางเลือก เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้าและลดต้นทุนระยะยาว
มิติที่สาม คือ เทคโนโลยีและ AI จะต้องไม่เป็นเพียงเครื่องมือของธุรกิจขนาดใหญ่หรือผู้ที่มีกำลังซื้อสูง แต่ต้องกลายเป็น โครงสร้างพื้นฐานใหม่ ที่รายย่อยและคนฐานรากเข้าถึงได้จริง โดยรัฐบาลมีแนวคิดผลักดันให้ร้านค้ารายย่อยใช้ AI ช่วยวิเคราะห์ยอดขาย วางแผนสต๊อก ลดของเสีย และเพิ่มกำไร รวมถึงใช้แพลตฟอร์มของรัฐอย่าง “เป๋าตัง” เป็นเครื่องมือเปิดทางให้ประชาชนเข้าถึงเทคโนโลยีได้ฟรีมากขึ้น
สำหรับแนวทางเปลี่ยนวิกฤตครั้งนี้ให้เป็นโอกาส นายเอกนิติระบุว่า ไทยต้องเร่งลงทุนใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1.การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาดทั้งระดับครัวเรือนและภาคธุรกิจ 2.การลงทุนในคนเพื่อยกระดับทักษะให้ทันโลกใหม่ โดยเฉพาะในยุคสังคมสูงวัยและแรงงานเกิดใหม่ลดลง และ3.การเร่งปลดล็อกการร่วมทุนกับภาคเอกชน
หลังพบว่ายังมีนักลงทุนต่างชาติสนใจเข้ามาลงทุนในไทยจำนวนมาก โดยมียอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนสูงถึง 1.8 ล้านล้านบาท แต่ติดข้อจำกัดด้านกฎระเบียบและขั้นตอน ซึ่งรัฐบาลต้องเร่งผลักดันให้เกิดการลงทุนจริง และเชื่อมโยงกับการพัฒนาทักษะแรงงานไทยผ่านโครงการอย่าง Skill Bridge


