เปิดโพลสงกรานต์ ปี69 คนไทยเกือบครึ่งควักเงินออมสู้ของแพง
สวนดุสิตโพลชี้คนไทย 47.41% เตรียมดึงเงินออมใช้จ่ายช่วงสงกรานต์ ท่ามกลางค่าครองชีพ-พลังงานพุ่ง ขณะ กอช. ชูออมยืดหยุ่น รับรัฐสมทบสูงสุด 100%
KEY
POINTS
- ผลสำรวจเผยว่าคนไทยเกือบครึ่ง (47.41%) เตรียมนำเงินออมออกมาใช้จ่ายในช่วงสงกรานต์ปี 2569 เพื่อรับมือกับภาวะของแพงและค่าครองชีพที่สูงขึ้น
- สาเหตุหลักเกิดจากความกังวลเรื่องราคาสินค้าจำเป็นที่แพงขึ้น (61.32%) และผลกระทบจากวิกฤตราคาพลังงานที่ทำให้ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันเพิ่มสูง
- แรงกดดันทางการเงินยังส่งผลให้ประชาชนส่วนใหญ่ (51.42%) เลือกที่จะงดกิจกรรมรื่นเริงเพื่อลดค่าใช้จ่ายในช่วงเทศกาล
กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เปิดผลสำรวจรับเทศกาลสงกรานต์ 2569 สะท้อนภาพชัดว่าภาวะค่าครองชีพและวิกฤตราคาพลังงานกำลังกดดันฐานะการเงินของครัวเรือนไทยอย่างหนัก จนประชาชนจำนวนมากเริ่ม “ดึงเงินออม” มาใช้ประคองรายจ่ายในชีวิตประจำวัน
ผลสำรวจของ สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ระหว่างวันที่ 31 มีนาคม - 3 เมษายน 2569 ในหัวข้อ “สงกรานต์ 2569 กับวิกฤตพลังงานและค่าครองชีพ” พบว่า ประชาชน 61.32% กังวลกับราคาสินค้าจำเป็นที่ปรับตัวสูงขึ้นจนเริ่มรับภาระไม่ไหว ขณะที่อีก 46.70% ระบุว่าได้รับผลกระทบอย่างมากจากวิกฤตราคาน้ำมัน ซึ่งลุกลามไปสู่ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันแทบทุกด้าน
แรงกดดันดังกล่าวกำลังเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายช่วงเทศกาลอย่างมีนัยสำคัญ โดยประชาชนส่วนใหญ่ 51.42% เลือกงดกิจกรรมรื่นเริงเพื่อลดรายจ่าย แต่สัญญาณที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ 47.41% เตรียมนำ “เงินสะสมหรือเงินออม” ออกมาใช้จ่ายในช่วงสงกรานต์นี้ โดยคาดว่ามีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยสูงถึง 8,935.74 บาทต่อครัวเรือน
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า “เงินสำรองเพื่ออนาคต” กำลังถูกดึงมาใช้เป็นเครื่องมือเอาตัวรอดระยะสั้นในช่วงที่เศรษฐกิจครัวเรือนเปราะบาง และหากแนวโน้มนี้ยืดเยื้อ อาจกระทบต่อความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว โดยเฉพาะในกลุ่มแรงงานนอกระบบที่ไม่มีหลักประกันด้านบำนาญรองรับหลังวัยทำงาน
กอช.จึงเร่งเดินหน้ารณรงค์ให้ แรงงานนอกระบบ พ่อค้าแม่ค้า อาชีพอิสระ ฟรีแลนซ์ รวมถึงนักเรียน นักศึกษา อายุ 15-60 ปี ใช้ช่วงเวลาวิกฤตเป็นจุดเริ่มต้นของการออมอย่างเป็นระบบ ผ่านการออมกับ กอช. ซึ่งออกแบบมาเพื่อช่วยเติมเต็ม “ช่องว่าง” ของคนที่อยู่นอกระบบประกันสังคมหรือไม่มีสวัสดิการเกษียณ
จุดเด่นสำคัญของการออมกับ กอช. คือความยืดหยุ่นและแรงจูงใจจากภาครัฐ โดยสมาชิกสามารถออมได้ตั้งแต่ 50 บาทต่อครั้ง และสะสมได้สูงสุด 30,000 บาทต่อปี โดยไม่จำเป็นต้องออมเท่ากันทุกเดือน ขณะเดียวกันรัฐบาลยังสมทบเงินออมเพิ่มให้สูงสุด 100% ตามช่วงอายุ หรือไม่เกิน 1,800 บาทต่อปี ซึ่งถือเป็นผลตอบแทนที่ช่วยเร่งการสร้างเงินออมได้ดีกว่าการเก็บเงินแบบทั่วไป
นอกจากนี้ เงินออมกับ กอช. ยังสามารถนำไป ลดหย่อนภาษีได้เต็มจำนวนสูงสุด 30,000 บาทต่อปี และเมื่อสมาชิกมีอายุครบ 60 ปี จะได้รับ เงินบำนาญรายเดือนตลอดชีพ ช่วยลดความเสี่ยงด้านรายได้หลังเกษียณ และลดภาระต่อครอบครัวในอนาคต
ช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ควรเป็นเวลาแห่งการพักผ่อนและการใช้จ่ายอย่างมีความสุข ผลสำรวจครั้งนี้กลับสะท้อนอีกด้านหนึ่งของเศรษฐกิจไทย ว่าหลายครัวเรือนกำลังเผชิญแรงกดดันจากของแพงและพลังงานที่แพงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จนต้องยอมแลกด้วยการใช้ “เงินออม” ที่ควรเป็นกันชนในอนาคต
การเริ่มออมแม้เพียงเล็กน้อยในวันที่เศรษฐกิจผันผวน อาจไม่ใช่แค่การเก็บเงิน แต่คือการสร้าง “ภูมิคุ้มกันทางการเงิน” ให้ชีวิตในระยะยาว เพราะในวันที่ค่าครองชีพยังสูงและความไม่แน่นอนยังอยู่ การมีระบบออมที่รัฐช่วยสมทบและต่อยอดเป็นบำนาญ อาจเป็นหนึ่งในทางรอดที่จับต้องได้มากที่สุดของแรงงานไทยนอกระบบในเวลานี้


