ลดภาษีดีเซล 1 บาทต่อลิตร รัฐรับไหวมั้ย? เปิดฐานะเงินคงคลัง ล่าสุด
กระทรวงการคลังเตรียมลดภาษีดีเซล 1 บาทช่วยคนใช้รถ และภาคธุรกิจ แต่รัฐต้องแลกกับรายได้หาย 2 พันล้านบาทต่อเดือน ชวนเปิดเงินคงคลังล่าสุดของไทย 2.78 แสนล้านบาท ยังพอรับไหวแค่ไหน
KEY
POINTS
- รัฐบาลพิจารณาลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล 1 บาทต่อลิตร ซึ่งจะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ประมาณ 2,000 ล้านบาทต่อเดือน
- ข้อมูลล่าสุด ณ สิ้นเดือนมกราคม 2569 รัฐบาลมีเงินคงคลังเหลืออยู่ 277,997 ล้านบาท แต่ยังคงเผชิญภาวะขาดดุลงบประมาณในระดับสูง
- แม้เงินคงคลังจะยังพอรับไหว แต่ด้วยข้อจำกัดทางการคลัง มาตรการดังกล่าวจึงควรเป็นเพียงมาตรการชั่วคราวระยะสั้นเพื่อไม่ให้เป็นภาระในระยะยาว
การเตรียมลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลง 1 บาทต่อลิตร ของ “รัฐบาลอนุทิน” จากปัจจุบัน รัฐบาลมีการเก็บภาษีอยู่ที่อัตรา 5-6 บาทต่อลิตร แล้วแต่ประเภทของน้ำมันดีเซล เพื่อเป็นยาช่วยบรรเทาความเดือดร้อนระยะสั้นของประชาชนและผู้ประกอบการ แต่สำหรับกระทรวงการคลัง มาตรการนี้มีต้นทุนชัดเจนทันที เพราะทุก 1 บาทที่ลดลง หมายถึงรายได้รัฐหายไปประมาณ 2,000 ล้านบาทต่อเดือน จึงต้องย้อนกลับมาดู "ฐานะการคลัง" ล่าสุดว่า รัฐบาลยังมีแรงพอแบกรับมาตรการนี้ได้นานแค่ไหน
ข้อมูล จากกระทรวงการคลังรายงานว่า ในช่วง 4 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 (ตุลาคม 2568 - มกราคม 2569) รัฐบาลมีรายได้นำส่งคลังรวม 868,748 ล้านบาท ขณะที่มีการเบิกจ่ายงบประมาณรวม 1,695,195 ล้านบาท ส่งผลให้ดุลเงินงบประมาณขาดดุล 826,447 ล้านบาท แม้จะมีดุลเงินนอกงบประมาณเข้ามาช่วยพยุงอีก 49,141 ล้านบาท แต่เมื่อรวมแล้วรัฐบาลยังขาดดุลเงินสดก่อนการกู้ 777,306 ล้านบาท ก่อนจะต้องกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลอีก 474,992 ล้านบาท ทำให้สุดท้ายดุลเงินสดหลังการกู้ยังติดลบอยู่ 302,314 ล้านบาท
ตัวเลขที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ คือ “เงินคงคลังปลายงวด” หรือ เงินสดคงเหลือในคลังของประเทศ ณ สิ้นงวดเดือนมกราคม 2569 ซึ่งอยู่ที่ 277,997 ล้านบาท แม้จะสูงกว่าช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีอยู่ 245,494 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 32,503 ล้านบาท คิดเป็น 13.2% แต่เมื่อเทียบกับภาระรายจ่ายและการขาดดุลที่ยังอยู่ในระดับสูง ก็ทำให้ทุกมาตรการใหม่ที่กระทบรายได้รัฐต้องพิจารณาอย่างรอบคอบมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาฐานรายได้ของกรมสรรพสามิตในช่วง 5 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 (ตุลาคม 2568-กุมภาพันธ์ 2569) พบว่า จัดเก็บรายได้รวมได้กว่า 234,000 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 4,600 ล้านบาท หรือ 2% ขณะที่ภาษีน้ำมันยังจัดเก็บได้ 103,600 ล้านบาท สูงกว่าเป้าราว 3,000 ล้านบาท แม้รายได้รวมในเดือนกุมภาพันธ์ล่าสุดจะต่ำกว่าเป้าหมายกว่า 3,700 ล้านบาท
หากอิงสมมติฐานของกระทรวงการคลังที่ประเมินว่า การลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล 1 บาทต่อลิตร จะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ราว 2,000 ล้านบาทต่อเดือน นั่นหมายความว่า หากต่ออายุมาตรการ 3 เดือน รัฐจะสูญรายได้ราว 6,000 ล้านบาท และหากยืดออกไป 6 เดือน ต้นทุนจะเพิ่มเป็นราว 12,000 ล้านบาท
เมื่อเทียบกับเงินคงคลังที่เหลืออยู่กว่า 2.7 แสนล้านบาท อาจดูเหมือนว่ายังพอ “รับไหว” ในเชิงเทคนิค แต่ในทางปฏิบัติเงินก้อนนี้ไม่ได้มีไว้รองรับมาตรการเดียว เพราะยังต้องใช้ดูแลการเบิกจ่ายประจำ การลงทุนภาครัฐ ฯลฯ และรองรับความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกที่ยังผันผวน โดยเฉพาะหากราคาน้ำมันตลาดโลกยืนสูงต่อเนื่องจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์
อีกด้านหนึ่ง แม้รายได้นำส่งคลังในช่วง 4 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 จะเพิ่มขึ้น 5.1% จากช่วงเดียวกันปีก่อน แต่รายจ่ายก็เพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงกว่า คือ 7.2% ส่งผลให้ภาระขาดดุลงบประมาณยังขยายตัว และสะท้อนว่าพื้นที่การคลังของรัฐบาลในเวลานี้ ไม่ได้เปิดกว้างมากนัก
ดังนั้น หากรัฐบาลจะใช้มาตรการลดภาษีดีเซลเพื่อบรรเทาผลกระทบค่าครองชีพจริง แนวทางที่เหมาะสมอาจเป็นเพียง “มาตรการชั่วคราว” ระยะสั้น 1-3 เดือน เพื่อประคองสถานการณ์ มากกว่าการตรึงยาว เพราะยิ่งยืดเวลาออกไป ต้นทุนทางการคลังก็จะยิ่งสะสม และสุดท้ายอาจไปกดดันเสถียรภาพงบประมาณในช่วงที่รัฐยังต้องกู้ชดเชยการขาดดุลต่อเนื่อง
สรุปง่ายๆ คือ หากจะลด ก็ต้องลดแบบมีกรอบเวลา มีเป้าหมาย และพร้อมประเมินผลเป็นระยะ ไม่เช่นนั้น “ยาช่วยชั่วคราว” อาจกลายเป็นภาระถาวรของการคลังในระยะต่อไป


