posttoday

กลอยตา ณ ถลาง เฉลย ทำไมประเทศไทย ต้องอิงราคาน้ำมันในสิงคโปร์

29 มีนาคม 2569

กลอยตา ณ ถลาง บางจาก โพสต์ สาเหตุ ทำไมเราต้องอิงราคาน้ำมันในสิงคโปร์ ชี้หากกำหนดโดยไม่อิงตลาด จะเกิดความบิดเบือนทันที เพราะน้ำมันเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่เคลื่อนย้ายข้ามประเทศได้

กลอยตา ณ ถลาง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ งานบริหารความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) โพสต์เฟซบุ๊ก Gloyta Goi Nathalang ระบุ 

ทำไมเราต้องอิงราคาน้ำมันในสิงคโปร์

คำถามนี้เป็นคำถามที่ได้รับบ่อยมาก โดยเฉพาะเวลามีประเด็นเกี่ยวกับราคาน้ำมัน ทำไมประเทศไทยต้องอิง “ราคาสิงคโปร์” ทำไมไม่กำหนดเองให้ถูกลง ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องที่รัฐบาลหรือบริษัทน้ำมันเลือกได้ แต่ในความเป็นจริง เรื่องนี้ไม่ได้อยู่กับการตัดสินใจของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างตลาดพลังงานโลกทั้งระบบ

ถ้าจะเข้าใจให้ชัด ต้องเริ่มต้นจากข้อเท็จจริงที่ว่า ราคาน้ำมันที่เราเห็นมีการรายงานกันอยู่ทุกวันนั้น ไม่ได้มีราคาเดียว และไม่ได้เกิดขึ้นที่จุดเดียว แต่เป็นห่วงโซ่ของราคา ตั้งแต่ตั้งแต่ต้นน้ำ (ราคาน้ำมันดิบ) กลางน้ำ (การกลั่นและตลาดน้ำมันสำเร็จรูป) ไปจนถึงปลายน้ำ (ราคาหน้าปั๊มที่ผู้บริโภคจ่าย) ซึ่งแต่ละช่วงมีตลาดของตัวเอง และเชื่อมโยงถึงกันหมด

ในระดับต้นน้ำ ราคาน้ำมันดิบของโลกมีจุดอ้างอิงหลักอยู่ไม่กี่แห่ง ซึ่งทำหน้าที่เหมือนภาษากลางของตลาดน้ำมันโลก ฝั่งสหรัฐฯ จะอิง West Texas Intermediate หรือ WTI ซึ่งซื้อขายในนิวยอร์กผ่านตลาดล่วงหน้า ฝั่งยุโรปจะอิง Brent crude น้ำมันดิบเบรนต์ หรือน้ำมันดิบจากทะเลเหนือ ซึ่งผูกกับตลาดลอนดอน และใช้กันอย่างแพร่หลายในตลาดโลก

ขณะที่ฝั่งเอเชีย โดยเฉพาะน้ำมันจากตะวันออกกลาง จะอิง Dubai crude หรือน้ำมันดิบดูไบ ซึ่งสะท้อนน้ำมันดิบที่เป็นที่นิยมของภูมิภาคนี้ (ที่มีผลต่อการกลั่นออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ชนิดต่างๆ ที่ได้รับความนิยมจากผู้ใช้ ถ้าสนใจ โอกาสหน้าจะมาเล่าให้ฟังต่อนะคะ) 

ราคาน้ำมันดิบเหล่านี้เป็นจุดเริ่มต้นของต้นทุนโรงกลั่นทั่วโลก รวมถึงไทย แต่ต้องเข้าใจว่า “ราคาหน้าปั๊ม” ไม่ได้อิงราคาน้ำมันดิบโดยตรง เพราะระหว่างทาง น้ำมันต้องผ่านกระบวนการกลั่น และเปลี่ยนจากวัตถุดิบเป็นสินค้าอีกประเภทหนึ่ง

เมื่อน้ำมันดิบถูกกลั่นออกมาเป็นเบนซิน ดีเซล หรือเชื้อเพลิงอื่น ราคาจะขึ้นอยู่กับอีกตลาดหนึ่ง คือ “ตลาดน้ำมันสำเร็จรูป” ซึ่งมีปัจจัยของตัวเอง เช่น กำลังการกลั่นในภูมิภาค ความต้องการใช้จริง มาตรฐานคุณภาพ และฤดูกาลใช้งาน

แต่ถึงตรงนี้ก็ยังไม่ใช่ราคาที่ผู้บริโภคจ่ายอยู่ดี เพราะยังมีองค์ประกอบอื่นเพิ่มเติม โดยเฉพาะ “ภาษีและกองทุน” ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้ราคาหน้าปั๊มของแต่ละประเทศแตกต่างกัน แม้จะอิงตลาดเดียวกัน

ในกรณีของไทย ราคาขายปลีกยังรวมภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม เงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ขณะที่บางประเทศอาจใช้การอุดหนุนเพื่อลดภาระประชาชน หรือบางประเทศอาจเก็บภาษีในสัดส่วนที่ต่างออกไป

จึงไม่น่าแปลกที่แม้หลายประเทศในเอเชียจะอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปจากสิงคโปร์เหมือนกัน แต่ราคาที่ผู้บริโภคจ่ายจริงกลับไม่เท่ากัน เพราะปลายทางถูกกำหนดด้วยนโยบายของแต่ละประเทศ

เมื่อมองในระดับภูมิภาคเอเชีย ตลาดน้ำมันสำเร็จรูปมีศูนย์กลางอยู่ที่สิงคโปร์ 

สิ่งที่เรียกกันว่า “ราคาสิงคโปร์” จริงๆ แล้วอ้างอิงจากดัชนีที่เรียกว่า MOPS หรือ Mean of Platts Singapore ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยของราคาซื้อขายน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดสิงคโปร์ในแต่ละวัน โดยประเมินจากธุรกรรมซื้อขายจริงของผู้เล่นในตลาด ไม่ว่าจะเป็นโรงกลั่น บริษัทน้ำมัน หรือผู้ค้าระหว่างประเทศ

พูดให้เข้าใจง่าย MOPS ไม่ใช่ราคาที่สิงคโปร์ตั้ง แต่เป็น “ภาพรวมของราคาที่คนซื้อขายกันจริง” ในตลาดเอเชีย และด้วยปริมาณการซื้อขายที่สูง ราคานี้จึงถูกใช้เป็น benchmark ในการซื้อขายน้ำมันทั่วภูมิภาค

คำถามต่อมาคือ แล้วทำไมต้องเป็นสิงคโปร์

คำตอบไม่ได้อยู่แค่ที่ทำเล แต่เป็นผลของการวางระบบมาอย่างต่อเนื่องหลายสิบปี สิงคโปร์เป็นหนึ่งในศูนย์กลางการค้าน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดของโลก มีทั้งโรงกลั่นขนาดใหญ่ คลังเก็บน้ำมัน และท่าเรือที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ของการขนส่งในเอเชีย ปริมาณน้ำมันที่หมุนเวียนผ่านสิงคโปร์อยู่ในระดับสูง ทำให้มีการซื้อขายจริงเกิดขึ้นตลอดเวลา

เมื่อมี “ของจริง” อยู่ในระบบ ราคาที่เกิดขึ้นจึงสะท้อนการซื้อขายจริง ไม่ใช่การคาดการณ์ 

ขณะเดียวกัน สิงคโปร์ไม่ได้พัฒนาแค่ตลาดของจริง แต่พัฒนาตลาดการเงินควบคู่กันมาตั้งแต่ยุค SIMEX ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดอนุพันธ์ยุคแรกของเอเชีย และต่อมาได้รวมเข้ากับ Singapore Exchange ทำให้เกิดตลาดซื้อขายล่วงหน้าที่ช่วยให้ผู้ค้าสามารถบริหารความเสี่ยงด้านราคาได้

เมื่อมีทั้งตลาดจริงและตลาดล่วงหน้า ราคาจึงมีทั้ง “ความลึก” และ “สภาพคล่อง” ทำให้สามารถสะท้อนทั้งสถานการณ์ปัจจุบันและความคาดหวังของตลาดได้พร้อมกัน

อีกจุดหนึ่งที่มักไม่ค่อยมีใครพูดถึง แต่สะท้อนวิธีคิดของสิงคโปร์อย่างชัดเจน คือการปรับเวลา ในปี 1982 สิงคโปร์ได้เปลี่ยนเขตเวลาจาก GMT+7:30 มาเป็น GMT+8 หรือเร็วขึ้น 30 นาที เพื่อให้ตรงกับฮ่องกงและจีน ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญของเอเชีย (แต่ก่อนเวลาไปสิงคโปร์ทีไร ก็เคยสงสัยว่า ทำไม 7 โมงเช้ายังมืดตึ๊ดตื๋ออยู่เลย จึงได้หาข้อมูลดูแล้วพบสาเหตุที่มาที่ไปเช่นนี้) 

การปรับนี้ช่วยให้เวลาทำการของธุรกิจ ธนาคาร และตลาดการเงินในภูมิภาคสอดคล้องกัน ลดช่วงรอยต่อของการซื้อขาย และทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจดำเนินต่อเนื่องได้ตลอดวัน นี่เป็นตัวอย่างของการ “ออกแบบระบบ” เพื่อรองรับบทบาทการเป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่แค่พึ่งพาทำเล

เมื่อรวมทุกองค์ประกอบเข้าด้วยกัน ทั้งปริมาณการซื้อขายจริง โครงสร้างพื้นฐาน และตลาดการเงิน ราคาน้ำมันสำเร็จรูปในสิงคโปร์จึงกลายเป็นจุดอ้างอิงของเอเชียโดยธรรมชาติ
ทีนี้กลับมาที่คำถามสำคัญที่สุด - แล้วไทยเรากำหนดราคาเองไม่ได้หรือ

คำตอบคือ ถ้าพยายามกำหนดโดยไม่อิงตลาด จะเกิดความบิดเบือนทันที เพราะน้ำมันเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่เคลื่อนย้ายข้ามประเทศได้

ถ้าราคาน้ำมันในไทยต่ำกว่าตลาด ผู้ผลิตจะมีแรงจูงใจส่งออกไปขายต่างประเทศ เพราะได้ราคาดีกว่า ส่งผลให้ปริมาณน้ำมันในประเทศตึงตัว

ในทางกลับกัน ถ้าราคาน้ำมันในไทยสูงกว่าตลาด ผู้ค้าก็จะนำเข้าจากต่างประเทศแทน เพราะต้นทุนต่ำกว่า เงินก็จะไหลออก และกระทบผู้ผลิตในประเทศ

ไม่ว่าจะตั้งราคาในทิศทางไหน กลไกตลาดจะดึงราคาให้กลับไปสู่ระดับของตลาดโลกอยู่ดี

นี่คือหลักการพื้นฐานของสินค้าโภคภัณฑ์ที่ซื้อขายข้ามพรมแดนได้ ราคาจะไม่สามารถแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญได้เป็นเวลานาน

เพราะฉะนั้น การอ้างอิงราคาสิงคโปร์ ไม่ได้หมายความว่าไทยไม่มีอำนาจกำหนดราคา แต่หมายความว่าเราเลือกใช้ “ราคากลางของภูมิภาค” เป็นฐาน เพื่อให้ระบบทั้งห่วงโซ่ทำงานได้สอดคล้องกัน ตั้งแต่การจัดหาน้ำมันดิบ การกลั่น การนำเข้าและส่งออก ไปจนถึงการจำหน่ายในประเทศ

ทั้งนี้ทั้งนั้น ราคาน้ำมันที่เราเห็นหน้าปั๊ม ไม่ได้ถูกกำหนดโดยประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นผลลัพธ์ของทั้งระบบ ตั้งแต่ตลาดน้ำมันดิบในนิวยอร์กและลอนดอน ไปจนถึงตลาดน้ำมันสำเร็จรูปในสิงคโปร์

และในความเป็นจริงแล้ว ไม่ได้มีแค่ไทยที่อิงราคาสิงคโปร์ ประเทศส่วนใหญ่ในเอเชียก็ใช้แนวทางเดียวกัน เพราะเราอยู่ในตลาดเดียวกัน

ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน หรือแม้แต่ประเทศในอาเซียนอย่างมาเลเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ ต่างก็ใช้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปจากสิงคโปร์เป็นฐานอ้างอิงในการซื้อขายระหว่างประเทศ เพียงแต่แต่ละประเทศจะมี “วิธีจัดการราคาภายในประเทศ” ต่างกัน เช่น บางประเทศมีการอุดหนุน บางประเทศมีภาษีที่แตกต่างกัน หรือบางประเทศมีการควบคุมราคาเป็นช่วงๆ

พูดอีกแบบหนึ่ง ราคาสิงคโปร์เป็น “ราคาตลาดกลาง” ของเอเชียที่ประเทศต่างๆ ใช้เป็นจุดตั้งต้น แต่ราคาที่ผู้บริโภคจ่ายจริงจะต่างกันไปตามนโยบายของแต่ละประเทศ

ตัวอย่างเช่น ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ซึ่งต้องนำเข้าน้ำมันเกือบทั้งหมด ก็อิงราคาตลาดสิงคโปร์ในการจัดหาเชื้อเพลิง ขณะที่ประเทศในอาเซียนหลายประเทศ เช่น ฟิลิปปินส์ ซึ่งเปิดเสรีตลาดน้ำมัน ก็ใช้ราคาสิงคโปร์เป็นฐานโดยตรง ส่วนมาเลเซียแม้จะมีการควบคุมราคาภายในประเทศ แต่ต้นทุนก็ยังผูกกับตลาดภูมิภาคอยู่ดี
เพราะฉะนั้น การอิงราคาสิงคโปร์ไม่ใช่ข้อจำกัดของไทย แต่เป็น “มาตรฐานของภูมิภาค” ที่ประเทศส่วนใหญ่ใช้ร่วมกัน

และนี่คือเหตุผลว่าทำไม “ราคาสิงคโปร์” จึงยังเป็นจุดอ้างอิงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ในโลกที่พลังงานเชื่อมโยงกันทั้งระบบ

ทั้งนี้ นอกจากสิงคโปร์แล้ว ยังมีตลาดอ้างอิงน้ำมันสำเร็จรูปในภูมิภาคอื่น เช่น ยุโรปใช้ ARA (Amsterdam–Rotterdam–Antwerp) และสหรัฐใช้ US Gulf Coast หรือ New York Harbor ซึ่งแต่ละตลาดจะสะท้อนโครงสร้างอุปสงค์ - อุปทานและค่าขนส่งของภูมิภาคนั้น ๆ 

ข่าวล่าสุด

ข่าวหุ้นธุรกิจ-SCB X ผนึกกำลัง จัด Battle Strategy 2026 ดัน GDP ทะยาน 3%