posttoday

ภาษีสหรัฐเปิดทางกุ้งไทย แข่งตลาดโลก เกษตรกรเร่งผลิตแตะ 4 แสนตัน

16 มีนาคม 2569

สมาคมกุ้งไทย ชี้ภาษีสหรัฐใหม่ต้นปี ต่ำกว่าคู่แข่ง อินเดีย-เวียดนาม หนุนความเชื่อมั่นเกษตรกร เร่งผลิตแตะ 4 แสนตัน เตรียมยื่นหนังสือถึงนายกฯ ออกมาตรการดูแลระยะยาว

นายเอกพจน์ ยอดพินิจ นายกสมาคมกุ้งไทย เปิดเผยถึงทิศทางและอนาคตของอุตสาหกรรมกุ้งไทยท่ามกลางความผันผวนของนโยบายการค้าโลก ว่าอุตสาหกรรมกุ้งไทยในปีนี้มีสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจน แม้จะต้องเผชิญกับมาตรการทางภาษีและนโยบายการค้าที่คาดเดาได้ยากจากฝั่งสหรัฐอเมริกา แต่มีความเชื่อมั่นว่าในปีนี้ไทยจะผลักดันการส่งออกมากกว่า 250,000 ตัน หากสามารเพิ่มผลผลิตกลับมาได้มากกว่า 400,000 ตัน

 

"ปัจจัยบวกต้นปีจากที่รับทราบอัตราภาษีสหรัฐฯ ประกาศรอบนี้ให้ 15% เท่ากันหมด และเมื่อบวกกับอัตราภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด (เอดี) ล่าสุดที่ประกาศเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาไทยเหลือเพียง 2.01% รวมแล้วสินค้ากุ้งจากไทยจะมีภาษีส่งออกไปสหรัฐที่ 17.01% แม้ว่าจะใกล้เคียงกันกับประเทศอื่น แต่ก็ซึ่งถือว่าไทยได้เป็นอัตราต่ำที่สุดเป็นที่น่าพอใจกับตัวเลขภาษีที่ปรากฏ เนื่องจากยังอยู่ในระดับที่สามารถส่งออกไปแข่งขันได้แม้จะมีกรอบระยะเวลาที่ชัดเจนเพียงประมาณ 150 วันแต่ก็เป็นประโยชน์ต่อประเทศ”  

 

สำหรับอัตราภาษีสินค้ากุ้งของประเทศผู้ส่งออกกุ้งรายอื่น ได้แก่ อินโดนีเซีย 18.78% เอกวาดอร์ 15%-28.75%  เวียดนาม 22.42% และอินเดีย 24.58% อย่างไรก็ตาม ภาคเอกชนยังคงมองว่าอัตราภาษีของสหรัฐฯ ยังมีความนโยบายส่วนตัวของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาต้องจับตามองต่อไป 

 

ปัจจัยบวกอีกเรื่อง คือ การผลิตกุ้งหลังจากการที่สร้างความมั่นใจให้กับเกษตรกรในเรื่องการทำการตลาดส่งออกและตลาดภายในที่เพิ่มขึ้น ก็ทำให้เกษตรกรมั่นใจในการลงลูกกุ้งช่วงไตรมาสแรกเพิ่มขึ้นกว่า 50% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา 

 

“แม้ว่าสภาพอากาศที่ร้อนและแล้งในปีนี้คาดว่าจะเกิดขึ้นเป็นซุปเปอร์เอลนีโญ แต่ผมมองว่าอากาศนี้กลับจะส่งผลดีต่อการเลี้ยงกุ้งมากกว่าอากาศหนาวหรือฝนตก ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงเรื่องการขาดแคลนสินค้า (Short Supply)” 

ภาษีสหรัฐเปิดทางกุ้งไทย แข่งตลาดโลก เกษตรกรเร่งผลิตแตะ 4 แสนตัน

นายเอกพจน์ กล่าวว่า สิ่งสำคัญคือ ไทยต้องมุ่งขยายตลาดส่งออกไปยังตลาดอื่น ไม่พึ่งพาเพียงตลาดสหรัฐเพียงแห่งเดียวเหมือนในอดีตที่เคยครองสัดส่วนถึง 60% แต่ในปัจจุบันไทยพึ่งตลาดสหรัฐลดลงเหลือเพียงประมาณ 20% เท่านั้น ทำให้ผลกระทบจากนโยบายภาษี 15% ของสหรัฐฯ มีวงจำกัดมากขึ้น

 

นอกจากนี้ไทยยังมีตลาดอื่นรองรับทั้ง ญี่ปุ่น 20%  จีน 20% ตลาดอาเซียนและบริโภคภายในประเทศรวม 20-25% ซึ่งกลยุทธ์นี้เปรียบเสมือนการทำให้มีแม่น้ำมีหลายสายมากขึ้น สร้างความมั่นคงกับรายได้เกษตรกรในระยะยาว

 

โดยเร็วๆนี้ ทางสมาคมฯเตรียมจะทำหนังสือและขอเข้าพบตัวแทนรัฐบาล เพื่อผลักดันให้ดูแลสินค้ากุ้ง เป็นวาระแห่งชาติ แก้ไขปัญหาเรื่องโรคกุ้ง และเพิ่มผลิตให้เป็นไปตามความต้องการของตลาด ซึ่งจะทำให้เกิดความยั่งยืน เพราะตอนนี้ตลาดไม่ได้มีปัญหาแต่เอกชนไม่กล้ารับออร์เดอร์เพราะกังวลว่าจะผลิตได้ทันเพียงพอหรือไม่ รัฐบาลจึงต้องสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินมาตรการ 11 มาตรการตามที่เสนอไปก่อนหน้านี้ เพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

 

พร้อมกันนี้ สมาคมจะขอให้ภาครัฐ เดินหน้านโยบายเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับทุกประเทศที่ยังค้างอยู่ ทั้งสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งในอดีตไทยเคยส่งออกกุ้งไปยุโรปได้สูงถึง 60,000 ตันต่อปี ก่อนที่จะถูกตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) ทำให้เหลือเพียง 200 ตัน หากสามารถทำเอฟทีเอกับอียูสำเร็จ ช่วยฟื้นตลาดยอดส่งออกกลับมาได้ แม้เริ่มฟื้นมาได้เพียงแค่ 30,000 - 40,000 ตัน ก็ถือเป็นประโยชน์มหาศาลต่อประเทศ นอกจากนี้ยังมีเอฟทีเอกับแคนาดา และเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นประเทศที่มีศักยภาพสูงเช่นกัน   

 

“สมาคมเตรียมยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีในเร็วๆนี้อีกครั้ง เราคาดหวังถึงมาตรการระยะยาวที่รอไม่ได้ ที่จะแก้ปัญหาโรคกุ้ง และพัฒนาการเลี้ยงอย่างยั่งยืน ทำให้ปริมาณการผลิตสม่ำเสมอ และผู้ส่งออกจะกล้ารับคำสั่งซื้อ ราคาก็จะมีเสถียรภาพ ตอนนี้ที่สำคัญกุ้งไทยมีตลาดแน่นอน และที่สำคัญกุ้งไทยเรามีจุดแข็งเรื่องปลอดสารแอนติไบโอติก เกษตรกรลงทุนตรวจทั้งหมด 100% การใช้กุ้งไทยจึงทำให้ลูกค้าเกิดความมั่นใจมากกว่ากุ้งบางประเทศ ที่เพิ่งจะมีตรวจสอบแอนติไบโอติก เช่น เวียดนาม และอินเดีย”

ข่าวล่าสุด

กทม. เปิด "ห้องหลบร้อน" 304 จุด ทั่วกรุงฯ รับมืออากาศร้อนปี 69