สวนดุสิตโพลชี้คนไทยหวั่นราคาพลังงานพุ่ง 71% ขอรัฐตรึงน้ำมัน–ก๊าซหุงต้ม
สวนดุสิตโพลเผยผลสำรวจคนไทยเกือบครึ่ง หวั่นราคาพลังงานพุ่ง กว่า 71% ต้องการให้รัฐบาลตรึงราคาน้ำมันและก๊าซหุงต้มให้นานที่สุด
KEY
POINTS
- สวนดุสิตโพลเผยผลสำรวจคนไทยเกือบครึ่ง หวั่นราคาพลังงานพุ่ง
- กว่า 71% ต้องการให้รัฐบาลตรึงราคาน้ำมันและก๊าซหุงต้มให้นานที่สุด
“สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “คนไทยกับมาตรการพลังงาน” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,347 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 11-13 มีนาคม 2569 ผลการสำรวจ พบว่า กลุ่มตัวอย่าง ร้อยละ 45.88 รู้สึกกังวลมากจากข่าวการปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาพลังงาน รองลงมาคือ ค่อนข้างกังวล
ร้อยละ 44.10 โดยเตรียมรับมือด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยเฉพาะการปิดไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น ร้อยละ 69.93 หากราคาพลังงานสูงจนกระทบต่อค่าครองชีพจะมีเงินสำรองฉุกเฉินประมาณ 1-3 เดือน ร้อยละ 30.51 ทั้งนี้ต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลือด้วยการตรึงราคาน้ำมัน/ก๊าซหุงต้มให้นานที่สุด ร้อยละ 71.05
ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลสำรวจสะท้อนว่า “พลังงาน” กลายเป็นความกังวลสำคัญของประชาชน ท่ามกลางความผันผวนของราคาน้ำมันโลกจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง แต่ก็พร้อมปรับพฤติกรรมประหยัดพลังงานแต่ด้วยเงินสำรองยังจำกัด
หากราคาพลังงานปรับสูงต่อเนื่องอาจกระทบค่าครองชีพได้ ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องบริหารทั้งกลไกราคา การสำรองพลังงาน สื่อสารอย่างชัดเจนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน
ผู้ช่วยศาสตราจารย์อัญชลี รัตนะ อาจารย์ประจำหลักสูตรรัฐศาสตร์ โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต อธิบายว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่บานปลายส่งผลกระทบต่อต้นทุนการขนส่งและเศรษฐกิจของประเทศต่างๆทั่วโลก
จากราคาน้ำมัน-ก๊าซที่จะปรับตัวสูงขึ้น ทำให้คนไทยส่วนใหญ่เกิดความกังวลต่อภาวะค่าครองชีพและราคาสินค้าที่จะปรับตัวตามต้นทุนพลังงาน ประชาชนจึงคาดหวังมาตรการช่วยเหลือจากรัฐบาลโดยเฉพาะการตรึงราคาพลังงานและก๊าซหุงต้มเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน
แต่จากผลโพลยังพบว่าสิ่งที่น่ากังวล คือ ความเปราะบางทางการเงินของประชาชน ซึ่งกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีเงินสำรองฉุกเฉินสำหรับใช้จ่ายเพียง 1-3 เดือน หรือบางส่วนไม่มีเงินสำรองเลย
โจทย์ของรัฐบาลจึงไม่ใช่เพียงแค่การควบคุมราคาพลังงานซึ่งเป็นต้นทุนการผลิตหลัก แต่ต้องป้องกันการปรับราคาของสินค้าและบริการเพื่อช่วยประคองกำลังซื้อของประชาชน ซึ่งจะทำให้เสถียรภาพทางเศรษฐกิจในภาพรวมยังคงเดินหน้าต่อไปได้
ขณะเดียวกันก็ต้องตระหนักถึงภาระทางการคลังและหนี้สาธารณะที่จะเกิดขึ้นจากการเลือกใช้มาตรการตรึงราคา และต้องสื่อสารอย่างโปร่งใสเพื่อให้ประชาชนรับทราบก็เป็นสิ่งจำเป็นเช่นเดียวกัน.


