อสังหาฯ ปี 2569 ยังไม่พ้นจุดต่ำสุด คาดโอนทั่วประเทศเหลือ 3 แสนหน่วย
ศูนย์วิจัยกสิกรฯ ชี้อสังหาฯ ปี 69 ยังไม่พ้นจุดต่ำสุด คาดโอนกรรมสิทธิ์หดตัว 5.1% เหลือ 3 แสนหน่วย ต่ำสุดรอบหลายปี เซ่นพิษหนี้ครัวเรือนสูงและเศรษฐกิจโลกผันผวน
KEY
POINTS
- ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2569 ยังไม่พ้นจุดต่ำสุด โดยยอดโอนกรรมสิทธิ์ทั่วประเทศจะลดลงเหลือประมาณ 300,000 หน่วย
- ปัจจัยกดดันหลักมาจากกำลังซื้อที่อ่อนแอ หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ
- พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป โดยหันมาสนใจที่อยู่อาศัยมือสองมากขึ้น ขณะที่ยอดโอนคอนโดมิเนียมของชาวต่างชาติยังคงขยายตัวเล็กน้อย
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในปี 2569 ว่าแนวโน้มยัง “ไม่พ้นจุดต่ำสุด” โดยคาดว่าการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศจะลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 สะท้อนภาวะตลาดที่ยังเปราะบางจากกำลังซื้อที่อ่อนแรง
ทั้งนี้คาดว่าการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศในปี 2569 จะอยู่ที่ประมาณ 3.0 แสนหน่วย ลดลง 5.1% จากปีก่อน ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดในรอบหลายปี ท่ามกลางแรงกดดันจากภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงความเสี่ยงจากสถานการณ์เศรษฐกิจและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยบวกบางส่วนที่ช่วยพยุงตลาด โดยคาดว่าภาครัฐอาจต่ออายุมาตรการ ลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนอง สำหรับที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 7 ล้านบาทไปจนถึงช่วงกลางปี 2569
ขณะเดียวกันการซื้อคอนโดมิเนียมของชาวต่างชาติยังมีแนวโน้มขยายตัว โดยคาดว่าปี 2569 จะมีการโอนกรรมสิทธิ์ประมาณ 15,200 หน่วย เพิ่มขึ้นราว 1.8%
ในด้านพฤติกรรมผู้บริโภค พบว่าผู้ซื้อเริ่มหันมาสนใจ ที่อยู่อาศัยมือสอง มากขึ้น เนื่องจากมีความได้เปรียบด้านราคาและทำเล ส่งผลให้สัดส่วนการโอนกรรมสิทธิ์บ้านมือสองเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 64.6% ของยอดโอนทั้งหมด
ขณะเดียวกัน ราคาเฉลี่ยการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในปี 2569 คาดว่าจะปรับลดลงเล็กน้อยราว 0.6% เหลือเฉลี่ย 2.72 ล้านบาทต่อหน่วย เนื่องจากผู้ประกอบการต้องแข่งขันด้านราคามากขึ้น เพื่อเร่งระบายอุปทานคงค้างในตลาดที่ยังมีอยู่กว่า 6 แสนหน่วย
สำหรับกลยุทธ์ของผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ในปี 2569 คาดว่าจะยังเน้นการ เร่งระบายสต็อกโครงการเดิม เพื่อรักษาสภาพคล่องทางธุรกิจ ขณะที่การเปิดตัวโครงการใหม่จะดำเนินอย่างระมัดระวังมากขึ้น
โดยเลือกพัฒนาในเซ็กเมนต์ที่มีกำลังซื้อจริง และกระจายความเสี่ยงในหลายกลุ่มตลาดมากขึ้น ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง


