posttoday

กอบศักดิ์ เตือนน้ำมันโลกเสี่ยงพุ่ง 120 ดอลลาร์ แนะรัฐเตรียมแผนสองรับมือ

09 มีนาคม 2569

ดร.กอบศักดิ์ ชี้ราคาน้ำมันโลกเข้าสู่ระดับ “Code Red” หลังโจมตีคลังน้ำมันอิหร่าน เสี่ยงกระทบโครงสร้างพื้นฐานพลังงานตะวันออกกลาง หากยืดเยื้ออาจดันราคาพุ่ง 120 ดอลลาร์ แนะรัฐเตรียมแผนสองรับมือความไม่แน่นอนด้านพลังงาน

KEY

POINTS

  • ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล เตือนว่าความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น อาจผลักดันให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้น
  • ราคาน้ำมันมีความเสี่ยงที่จะกลับไปแตะระดับ 120-130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับเดียวกับช่วงต้นสงครามรัสเซีย-ยูเครน
  • แนะให้ภาครัฐเตรียม "แผนสอง" เพื่อรับมือความไม่แน่นอนด้านพลังงาน โดยการหาแหล่งน้ำมันสำรองและเร่งพัฒนาพลังงานทดแทน

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น กำลังสร้างแรงกระเพื่อมต่อตลาดพลังงานโลกอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะหลังเกิดเหตุโจมตีคลังน้ำมันของอิหร่าน ซึ่งทำให้หลายฝ่ายกังวลว่าสงครามอาจขยายวงและกระทบต่ออุปทานน้ำมันโลกในระยะต่อไป

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก Kobsak Pootrakool ระบุว่า จากความกังวลใจหลังมีการถล่มคลังน้ำมันของอิหร่าน สิ่งที่อาจตามมาในระยะต่อไปคือ “ช่วงสองของการโจมตี” ตลอดจนการตอบโต้ของอิหร่าน ซึ่งอาจทำให้สถานการณ์บานปลายมากขึ้น

เขามองว่า ความเสี่ยงสำคัญคือการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของตะวันออกกลาง ไม่ว่าจะเป็นท่าเรือ เรือขนส่งน้ำมัน โรงงานน้ำมัน โรงงานก๊าซ และคลังน้ำมัน ซึ่งล้วนเป็นเป้าหมายสำคัญของระบบพลังงานโลก

นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้ที่เป้าหมายการโจมตีจะขยายไปถึง “โรงงานสกัดน้ำจืดจากน้ำทะเล” ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของหลายประเทศในภูมิภาค และถือเป็นเป้านิ่งที่อาจได้รับผลกระทบหากความขัดแย้งลุกลาม

ดร.กอบศักดิ์ ระบุว่า สถานการณ์ขณะนี้ทำให้ราคาน้ำมันโลกเข้าสู่ระดับ “Code Red” ซึ่งอาจส่งผลกระทบอย่างจริงจังต่อเศรษฐกิจโลก หากราคาน้ำมันไม่ลดลงในเร็ววัน และยิ่งเสี่ยงมากขึ้นหากราคาปรับเพิ่มต่อเนื่อง

กอบศักดิ์ เตือนน้ำมันโลกเสี่ยงพุ่ง 120 ดอลลาร์ แนะรัฐเตรียมแผนสองรับมือ

หากสถานการณ์ยกระดับ ราคาน้ำมันอาจกลับไปสู่ช่วงที่โลกเคยเห็นในช่วงต้นสงครามระหว่าง Russia และ Ukraine ซึ่งราคาน้ำมันเคยพุ่งแตะระดับ 120-130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และทรงตัวสูงกว่า 100 ดอลลาร์เป็นเวลาประมาณ 4 เดือน ระหว่างเดือนมีนาคม-กรกฎาคม 2565

ช่วงเวลานั้นสร้างผลกระทบเป็นวงกว้างต่อเศรษฐกิจโลก ทั้งเงินเฟ้อที่พุ่งสูงในหลายประเทศ ค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การเร่งขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางทั่วโลก รวมถึงการปรับตัวลดลงของราคาสินทรัพย์หลายประเภท

สินทรัพย์ดิจิทัลที่เคยเติบโตอย่างรวดเร็วก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน โดย Bitcoin เคยปรับลดจากระดับประมาณ 70,000 ดอลลาร์ เหลือราว 17,000 ดอลลาร์ สร้างความเสียหายในวงกว้างต่อตลาดการเงิน

สำหรับประเทศไทยในช่วงต้นสงครามรัสเซีย-ยูเครน ก็ได้รับผลกระทบอย่างมากเช่นกัน ทั้งจากราคาน้ำมันในประเทศที่ปรับเพิ่มขึ้น และภาระของภาครัฐในการเข้าไปพยุงราคาพลังงาน ซึ่งก่อให้เกิดภาระทางการคลังจำนวนมาก

ในรอบนี้ แม้ราคาน้ำมันอยู่ที่ประมาณ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และย่อตัวลงเล็กน้อยในช่วงเช้า แต่ยังมีความเสี่ยงที่ราคาจะเพิ่มขึ้นต่อ หากเกิดความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในตะวันออกกลางเพิ่มเติม

เขามองว่า จากเดิมที่หลายฝ่ายยังเชื่อว่ามีเวลาเตรียมรับมือ แต่สถานการณ์ล่าสุดทำให้ “โจทย์ยากขึ้นอีกระดับ” เพราะหากสงครามขยายวง การพยุงราคาพลังงานอาจทำได้ไม่นาน และมีความเสี่ยงที่น้ำมันและพลังงานจะขาดแคลนในระยะยาว หากโครงสร้างการผลิตและการขนส่งน้ำมันบางส่วนถูกทำลาย

ดังนั้น ประเทศต่าง ๆ ควรเตรียม “แผนสอง” เพื่อรับมือความไม่แน่นอนด้านพลังงาน ทั้งการเร่งหาแหล่งน้ำมันและยืนยันปริมาณนำเข้าให้เพียงพอ การเร่งพัฒนาพลังงานทดแทน เช่น Solar และ EV รวมถึงการเปิดทางเลือกพลังงานอื่น ๆ เพิ่มเติม

ถึงเวลาที่ต้องบอกว่า Move Move Move เตรียมไว้ดีกว่าไม่เตรียม

ข่าวล่าสุด

SME D Bank จัด 3 สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ 3% อุ้ม SME ฝ่าวิกฤตสงคราม