วิกฤตตะวันออกกลาง เขย่าตลาดทอง–เพชร จับตาฮอร์มุซตัวแปรชี้ชะตา
GIT วิเคราะห์วิกฤตตะวันออกกลาง เขย่าตลาดทองคำ–เพชร–ไข่มุกโลก GIT เตือนจับตาความเสี่ยงฮอร์มุซ เสี่ยงกระทบซัพพลายทั้งห่วงโซ่
KEY
POINTS
- วิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางสะเทือนตลาดทอง–อัญมณีโลกผันผวน ราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นทำสถิติใหม่ จากแรงซื้อในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย
- กระตุ้นให้ราคาโลหะเงินปรับตัวสูงขึ้นรุนแรงเช่นกัน และสร้างความผันผวนอย่างหนักในตลาดโลหะมีค่าโดยรวม
- ขณะที่ห่วงโซ่อุปทานของตลาดเพชรและอัญมณีได้รับผลกระทบโดยตรง โดยเฉพาะในศูนย์กลางการค้าสำคัญอย่างดูไบ อิสราเอล และอินเดีย
สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (GIT) (องค์การมหาชน) รายงานวิกฤตสงครามอิหร่าน พ.ศ. 2569: ผลกระทบ แนวโน้ม และการคาดการณ์เชิงสถานการณ์ ต่อตลาดเพชร ไข่มุก อัญมณี เครื่องประดับ และโลหะมีค่าโลก โดยนายสิทธิชัย ปริญญานุสรณ์ รองผู้อำนวยการ (ธุรกิจ) GIT
รายงานระบุว่า จากความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้จุดชนวนความผันผวนครั้งใหญ่ในตลาดการเงินและสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะทองคำซึ่งทะยานขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์
ทองคำพุ่งทะลุ 5,300 ดอลลาร์ รับแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย
ข้อมูล ณ วันที่ 2 มีนาคม 2569 สะท้อนภาพการพุ่งขึ้นของราคาทองคำครั้งสำคัญ โดยราคาทองคำ Spot ดีดตัวจากราว 5,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขึ้นไปแตะระดับมากกว่า 5,300 ดอลลาร์ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงหลังเหตุโจมตีเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ เพิ่มขึ้นกว่า 200 ดอลลาร์ในรอบการซื้อขายเดียว
การปรับตัวครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในการฟื้นบทบาท “สินทรัพย์ปลอดภัย” ที่โดดเด่นที่สุดในประวัติศาสตร์การเงินยุคใหม่ ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กระตุ้นแรงซื้อทั่วโลก
ทั้งนี้ การพุ่งขึ้นดังกล่าวเกิดขึ้นบนพื้นฐานตลาดขาขึ้นที่แข็งแกร่งอยู่ก่อนแล้ว โดยตั้งแต่ต้นปี 2569 ราคาทองคำปรับเพิ่มขึ้นราว 22% และสามารถทะลุระดับ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ก่อนจะเร่งตัวขึ้นอีกระลอกจากแรงซื้อในช่วงวิกฤตล่าสุด
ปัจจัยหนุนราคาทองคำพุ่งแรง
แรงขับเคลื่อนสำคัญของราคาทองคำรอบนี้ มาจากหลายปัจจัยที่ซ้อนทับกัน ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ และพฤติกรรมนักลงทุน ได้แก่
- แรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย สงครามจุดชนวนความตื่นตระหนกในตลาดการเงินทั่วโลก เกิดแรงซื้อทองคำทั้งในตลาดฟิวเจอร์สและตลาดสินค้าจริง ครอบคลุมตั้งแต่อินเดีย ไทย ไปจนถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
- ความเสี่ยงช่องแคบฮอร์มุซ แม้ยังไม่มีการปิดอย่างเป็นทางการ แต่เพียงความเป็นไปได้ที่เส้นทางลำเลียงน้ำมันสำคัญของโลกจะหยุดชะงัก ก็ผลักดันราคาน้ำมันให้สูงขึ้น กระตุ้นความกังวลเงินเฟ้อ และหนุนบทบาททองคำในฐานะเครื่องมือป้องกันความเสี่ยง
- ดอลลาร์อ่อนค่า มาตรการภาษีศุลกากร 15% ของทรัมป์ ภายหลังคำวินิจฉัยศาลสูงสหรัฐฯ ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนตัว ทำให้ทองคำมีราคาถูกลงในสายตาผู้ซื้อที่ใช้สกุลเงินอื่น ยิ่งกระตุ้นอุปสงค์ทั่วโลก
- แรงซื้อจากธนาคารกลาง กลุ่มประเทศ BRICS+ ยังคงสะสมทองคำในระดับสูง ทำให้ทุกจังหวะที่ราคาย่อตัวมีแรงซื้อขนาดใหญ่เข้ามาพยุงตลาด
- การโยกพอร์ตลงทุน ภาวะตลาดหุ้นโลกอ่อนตัว ทั้งดัชนี Dow, S&P และ Nikkei ทำให้นักลงทุนลดน้ำหนักสินทรัพย์เสี่ยง แล้วหันมาถือทองคำและพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มากขึ้น
แนวโน้มราคาทองคำภายใต้ 3 ฉากทัศน์
- กรณีคลี่คลายเร็ว (4–6 สัปดาห์) ราคามีแนวโน้มแกว่งตัวในกรอบ 5,100–5,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ลดลง แต่แนวโน้มระยะยาวยังเป็นขาขึ้น
- กรณีความขัดแย้งยืดเยื้อ (3–6 เดือน) ราคาทองคำอาจไต่ระดับสู่ 5,500–6,000 ดอลลาร์ จากแรงซื้อเชิงสถาบันที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
- กรณีสงครามขยายวงหรือปิดช่องแคบฮอร์มุซ หากราคาน้ำมันพุ่งสู่ 120–150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเกิดแรงกระแทกเงินเฟ้อทั่วโลก ทองคำมีโอกาสทะยานแตะ 6,000–7,000 ดอลลาร์หรือสูงกว่านั้น
ผลจากราคาทองคำที่พุ่งแรง ส่งผลโดยตรงต่อผู้ผลิตเครื่องประดับทองคำในไทยที่ต้องเผชิญต้นทุนวัตถุดิบเพิ่มขึ้นรวดเร็ว ภาคธุรกิจจึงจำเป็นต้องเร่งทบทวนและใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงด้านราคาอย่างจริงจังในช่วงความผันผวนสูง
โลหะเงินพุ่งแรง แซงหน้าทองคำในเชิงเปอร์เซ็นต์
ในขณะที่ราคาโลหะเงินปรับตัวขึ้นเกือบ 8% แตะระดับกว่า 93 ดอลลาร์ต่อออนซ์ นับเป็นการปรับขึ้นที่แรงกว่าทองคำในเชิงสัดส่วน สอดคล้องกับรูปแบบในอดีตที่เงินมักเคลื่อนไหวรุนแรงกว่าเมื่อเกิดความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ นักวิเคราะห์มองแนวต้านถัดไปที่ 95 ดอลลาร์ และมีโอกาสทดสอบระดับ 100 ดอลลาร์
โลหะเงินมีบทบาทสองด้าน ทั้งในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย และวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมแผงโซลาร์ อิเล็กทรอนิกส์ และพลังงานสะอาด ส่งผลให้แนวโน้มระยะสั้นยังเป็นบวก แต่ขึ้นอยู่กับภาพเศรษฐกิจโลกในระยะถัดไป สำหรับผู้ส่งออกเครื่องประดับเงินของไทย ราคาที่สูงขึ้นสร้างทั้งแรงกดดันด้านมาร์จิ้น และโอกาสทางการตลาดในกลุ่ม “หรูหราที่เข้าถึงได้”
ตลาดเพชรในสมรภูมิซับซ้อน
ก่อนวิกฤตครั้งนี้ ตลาดเพชรโลกเพิ่งเริ่มฟื้นตัวอย่างเปราะบาง หลังเผชิญภาวะซบเซาต่อเนื่องหลายปี การส่งออกเพชรของอินเดียหดตัวแรงในช่วงปี 2567–ต้นปี 2568 ขณะที่เพชรสังเคราะห์ (Lab-grown) เร่งแย่งส่วนแบ่งตลาด โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ในสหรัฐฯ และยุโรป
ศูนย์กลางการค้าเพชรดิบสำคัญของโลกอย่าง Dubai Multi Commodities Centre (DMCC) ในดูไบ ยังคงเป็นจุดเชื่อมต่อหลักของเส้นทางการค้าอินเดีย–อิสราเอล–ดูไบ
ผลกระทบทันทีต่อห่วงโซ่อุปทาน
ดูไบ / UAE การโจมตีท่าเรือเจเบลอาลีเมื่อวันที่ 1 มีนาคม ทำให้การดำเนินงานหยุดชะงักทันที ดูไบซึ่งเป็นศูนย์กลางค้าเพชรดิบที่ใหญ่ที่สุดนอกเมืองแอนต์เวิร์ป ต้องเผชิญแรงกระแทกโดยตรง ตลาดการเงินดูไบและอาบูดาบีปิดทำการชั่วคราว และการค้าสินค้าหรูหราหดตัวอย่างรวดเร็ว
อิสราเอลในฐานะหนึ่งในศูนย์กลางเจียระไนและค้าเพชรมูลค่าสูงของโลก อิสราเอลได้รับผลกระทบจากการปิดสนามบินเบนกูเรียนและสถานการณ์ความไม่สงบ การส่งออกเพชรที่เคยลดลงก่อนหน้า มีแนวโน้มถูกกดดันมากขึ้นจากเหตุการณ์ล่าสุด
อินเดียซึ่งแปรรูปเพชรกว่า 90% ของโลก (ตามจำนวนเม็ด) โดยเฉพาะที่เมืองสุรัต รัฐคุชราต แม้ไม่ได้อยู่ในพื้นที่สู้รบโดยตรง แต่การนำเข้าน้ำมันดิบกว่าครึ่งหนึ่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์เพิ่มขึ้นทันที กระทบต่อกำไรภาคการผลิตเพชร แม้รัฐบาลอินเดียจะเริ่มใช้แผนฉุกเฉินด้านพลังงานแล้วก็ตาม หากความตึงเครียดยืดเยื้อ ความเสี่ยงด้านอุปทานยังคงอยู่สูง
คำแนะนำเชิงยุทธศาสตร์สำหรับภาคอัญมณีและเครื่องประดับไทย
ระยะเร่งด่วน (มีนาคม 2569 — ภายใน 30 วัน)
- ป้องกันความเสี่ยงราคาทองคำ สำหรับผู้มีสต็อก/ออเดอร์ล่วงหน้าปริมาณมาก
- ทบทวนประกันภัย–โลจิสติกส์ตลาด GCC ให้ครอบคลุมเหตุความขัดแย้ง และเตรียมเส้นทางสำรอง
- ปรับจังหวะคำสั่งซื้อ สินค้าทองคำมูลค่าสูงอาจเลื่อนส่ง 30–60 วัน ส่วนสินค้ากลางรอประเมินดีมานด์
- ติดตามท่าเรือหลักแบบเรียลไทม์ โดยเฉพาะเส้นทางสู่อ่าว
- สื่อสารความมั่นคงซัพพลายไทย กับคู่ค้ายุโรป–สหรัฐฯ อย่างเชิงรุก
ระยะสั้น–กลาง (3–6 เดือน)
- พัฒนาสินค้า “เครื่องประดับเพื่อการลงทุน” ตอบโจทย์เก็บมูลค่า
- กระจายตลาดส่งออก ลดพึ่งพาตะวันออกกลาง ขยายเอเชีย–อินเดีย–อีคอมเมิร์ซยุโรป
- ดันกรุงเทพฯ–จันทบุรีเป็นฮับทางเลือก สำหรับเพชรและอัญมณีสี
- เตรียมรับดีมานด์ไข่มุก GCC หลังฟื้นตัว
- เร่งเชื่อมตลาดจีน เจาะกลุ่มผู้ซื้อที่มองหาโลหะมีค่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย
- แก่นยุทธศาสตร์ คุมความเสี่ยงระยะสั้น พร้อมปรับเกมตลาดระยะกลางเพื่อเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส


