TDRI เตือน 3 จุดเสี่ยงนโยบายหาเสียง เขย่าฐานะคลังใกล้ชนเพดานหนี้
นักวิชาการ TDRI ชี้นโยบายหาเสียงหลายพรรคยังขาดความชัดเจนด้านงบประมาณ พบ 3 จุดเสี่ยงสำคัญ ทั้งต้นทุนแฝง งบต่ำกว่าจริง และภาระผูกพันระยะยาว ดันหนี้สาธารณะไทยเข้าใกล้เพดาน 70% น่าห่วงเสถียรภาพการคลังในอนาคต
KEY
POINTS
- TDRI ชี้ความเสี่ยงแรกคือนโยบายหาเสียงที่ไม่ปรากฏในเอกสารทางการ ทำให้ประชาชนไม่ทราบต้นทุนที่แท้จริงของโครงการ
- ความเสี่ยงที่สองคือการประเมินงบประมาณของนโยบายต่ำกว่าความเป็นจริง โดยเฉพาะโครงการที่คัดกรองกลุ่มเป้าหมายได้ยาก
- ความเสี่ยงที่สามคือการแทรกแซงในระดับสูง เช่น การใช้งบประมาณแก้หนี้เสีย หรือการให้สวัสดิการที่สร้างภาระผูกพันทางการคลังในระยะยาว
ขณะนี้เศรษฐกิจไทยกำลังเดินมาถึงจุดที่น่ากังวล เมื่อสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ออกมาเตือนว่า ภายในปี 2571 หนี้สาธารณะของไทยอาจพุ่งไปแตะระดับ 69.78% ของจีดีพี ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ “ปริ่มน้ำ” ใกล้เพดานวินัยการเงินการคลังที่ 70% ต่อจีดีพีแบบหายใจรดต้นคอ โดยปัจจุบันไทยมีสัดส่วนหนี้อยู่ที่ 66.09% ต่อจีดีพี
สิ่งที่น่ากังวลกว่า คือ นโยบายหลายพรรคการเมืองในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง หลายพรรคยังคงใช้นโยบายประชานิยมเพื่อหาเสียงที่ต้องอาศัยงบประมาณจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นการแจกเงิน หรือมาในรูปแบบมาตรการช่วยเหลือในรูปแบบต่าง ๆ แต่บอกเพียงว่าจะใช้งบประมาณรายปีเป็นแหล่งเงินทุน แต่กลับไม่ชี้ชัดว่าจะ “หาเงินเพิ่ม” จากที่ใด หรือจะ “ตัดงบส่วนไหน” เพื่อรักษาสมดุลทางการคลัง
ประเด็นดังกล่าวสอดคล้องกับมุมมองของ ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโสจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ซึ่งสะท้อนความเห็นกับ “โพสต์ทูเดย์” ว่า สถานการณ์ทางการคลังของไทยในปัจจุบันและอนาคตกำลังเผชิญข้อจำกัดมากขึ้น โดยคาดการณ์ว่า พื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) มีแนวโน้มแคบลง และหนี้สาธารณะในระยะปานกลางกำลังขยับเข้าใกล้เพดาน 70% ของจีดีพี
ดร.นณริฏ ระบุว่า เมื่อถึงจุดนั้น “รัฐบาลใหม่จะมีอิสระในการใช้งบประมาณ”ลดลงอย่างมาก เพราะการผลักดันนโยบายใด ๆ ดังนั้นการใช้งบประมาณเพื่อทำนโยบายอาจต้องแลกมาด้วยการลดงบประมาณในภาคส่วนอื่น การนำเงินคงเหลือที่กระจายอยู่ตามหน่วยงานต่าง ๆ มาใช้ หรือท้ายที่สุดอาจต้องพึ่งพาการกู้เงินเพิ่มเติม
“การใช้งบประมาณเพื่อทำนโยบายอาจต้องหมายถึงการลดงบในภาคส่วนอื่น หรือใช้เงินคงเหลือในหน่วยงานรัฐ หรือ อาจใช้เงินคงเหลือที่ซ่อนอยู่ตามหน่วยงานภาครัฐต่างๆ มาใช้ หรือสุดท้ายอาจต้องกู้เงินเพิ่มโดยขยับเพดานหนี้ ซึ่งจะเสี่ยงต่อการถูกลดเครดิตเรตติ้ง ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของทั้งภาครัฐและเอกชนสูงขึ้น” ดร.นณริฏ กล่าว
นอกจากนี้ จากการพิจารณาเอกสารนโยบายที่พรรคการเมืองส่งให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ดร.นณริฏ ยังพบความเสี่ยงสำคัญอยู่ 3 ประเด็น ได้แก่
1.ส่วนที่หายไป ซึ่งเป็นนโยบายที่ใช้หาเสียงแต่ไม่ปรากฏในเอกสารอย่างเป็นทางการ ทำให้ประชาชนไม่ทราบต้นทุนที่แท้จริง ส่วนที่งบประมาณถูกประเมินต่ำกว่าความเป็นจริง และไม่ทราบว่ามีโครงการนี้อยู่
2.ส่วนที่งบประมาณน้อยไป มีการประมาณการใช้งบประมาณต้นทุนต่ำกว่าความเป็นจริง โดยเฉพาะการคัดกรอง "คนจน" ที่ทำได้ยากในทางปฏิบัติ หรือมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด
3.การแทรกแซงในระดับที่สูง เช่น แก้หนี้เสียประชาชนโดยใช้เงินงบประมาณจำนวนมาก หรือ การให้สิทธิและสวัสดิการที่สูง จนอาจจะกลายเป็นภาระผูกพันในระยะยาวข้ามรัฐบาล
ดร.นณริฏ เตือนว่า แม้การเลือกตั้งรอบนี้จะดูเหมือนนโยบายประชานิยมเบาลงจากครั้งก่อน เนื่องจากการแข่งขันสูงของ 3 พรรคการเมืองหลัก แต่สิ่งที่น่ากังวลมากกว่าคือ “การออกแบบนโยบายที่ไม่รับผิดชอบ” เพราะหลายโครงการไม่ได้มุ่งประโยชน์สูงสุดของประเทศ แต่เป็นการใช้เงินอย่างไม่สมเหตุสมผล และเสี่ยงก่อให้เกิดปัญหา Moral Hazard หรือการที่ประชาชนเคยชินกับการรอความช่วยเหลือจากรัฐ แทนที่จะพึ่งพาตนเอง ซึ่งจะทำลายฐานะการคลังในระยะยาว
ดร.นณริฏ เสนอว่า รัฐบาลจำเป็นต้องกล้าตัดสินใจ แบบ “เจ็บแต่จบ” เพื่อเพิ่มรายได้ของประเทศ ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี การพิจารณาปรับอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) กลับมาอยู่ที่ 10% จากปัจจุบันเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) อยู่ที่ 7% การทบทวนสิทธิประโยชน์ทางภาษีของ BOI ควบคู่กับการดึงประชาชนเข้าสู่ระบบภาษี ขยายฐานภาษีให้กว้างขึ้น และลดการรั่วไหลจากปัญหาคอร์รัปชัน
ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังสามารถเพิ่มงบประมาณได้ผ่านการยกระดับประสิทธิภาพการใช้จ่ายภาครัฐ ลดการรั่วไหลและการทุจริต รวมถึงการสะสางช่องโหว่ด้านรายได้จากมาตรการลดหย่อนภาษีต่าง ๆ ทั้งการปรับปรุงกลไก BOI การทบทวนการลดหย่อนภาษีบุคคลธรรมดา พร้อมดึงประชาชนเข้าสู่ระบบภาษีให้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งทางการคลังในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลดำเนินนโยบายโดยขาดการวางแผนงบประมาณอย่างรอบคอบ ย่อมเพิ่มความเสี่ยงทางการคลังอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากช่องว่างทางการคลังมีจำกัด และอาจต้องพึ่งพาการกู้เงินมากขึ้นในอนาคต จนสุ่มเสี่ยงต่อการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ และทำให้ต้นทุนทางการเงินของทั้งภาครัฐและเอกชนสูงขึ้นตามไปด้วย
ดร.นณริฏ ย้ำว่า “ไม่มีสิ่งใดได้มาฟรี ทุกนโยบายย่อมมีต้นทุน สังคมต้องรู้ว่าเรากำลังสละอะไร เพื่อให้ได้นโยบายนั้นมา” ดังนั้น พรรคการเมืองจึงต้องแสดงความโปร่งใสอย่างชัดเจนว่า จะหาแหล่งเงินจากที่ใด หรือจะตัดลดงบประมาณส่วนใดมารองรับนโยบายของตน
เพราะหากยังเดินหน้าใช้นโยบายโดยไร้แผนรองรับทางการคลัง ในระยะยาวประเทศอาจเข้าสู่ภาวะ “ไร้กระสุนทางการคลัง” และบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติได้ในที่สุด


