มรสุมทรัมป์ ส่อฉุดดุลการค้าไทย TDRI ชี้ทางรอดเลิกกระตุ้นสั้น เร่งผ่าตัดโครงสร้างศก.
นักวิชาการ TDRI ชี้นโยบายทรัมป์เสี่ยงฉุดดุลการค้าไทย ผลกระทบลามจีดีพีโตช้ากว่าเพื่อนบ้าน ย้ำทางรอดไม่ใช่อัดฉีดระยะสั้น แต่ต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้าง เศรษฐกิจรับมือภูมิรัฐศาสตร์โลก
KEY
POINTS
- นโยบายภาษีของทรัมป์เสี่ยงกดดันดุลการค้าไทยให้ลดลง เนื่องจากสินค้าส่งออกจำนวนมากยังต้องพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าจากจีน ทำให้มูลค่าเพิ่มที่แท้จริงไม่สูง
- ไทยอาจเผชิญแรงกดดันและเสียเปรียบบนโต๊ะเจรจา โดยอาจต้องเปิดตลาดสินค้าเกษตรและผ่อนปรนมาตรการด้านทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อแลกกับผลประโยชน์ที่จำกัด
- TDRI เสนอว่าทางรอดของเศรษฐกิจไทยไม่ใช่มาตรการระยะสั้น แต่ต้องเป็นการ "ผ่าตัดโครงสร้างเศรษฐกิจ" เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกจากนโยบาย “ป่วนโลก” ของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คำถามสำคัญคือ เศรษฐกิจไทยจะรับแรงกระแทกระลอกนี้ได้มากเพียงใด
ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้ประเมินสถานการณ์และสะท้อนมุมมองเชิงวิเคราะห์ กับ โพสต์ทูเดย์ว่า นโยบายของสหรัฐฯ โดยเฉพาะการจัดเก็บภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) มีความเสี่ยงที่จะกดดันดุลการค้าไทยในภาพรวมลดลง แม้ตัวเลขส่งออกไปสหรัฐฯในระดับสูง แต่ในความเป็นจริง สินค้าหลายกลุ่ม โดยเฉพาะ อิเล็กทรอนิกส์ ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบจากจีนเป็นหลัก ส่งผลให้มูลค่าเพิ่มที่ตกถึงเศรษฐกิจไทยแท้จริงไม่ได้ขยายตัวตามตัวเลขการส่งออกที่เห็น
นอกจากแรงกดดันด้านภาษี ไทยยังอาจต้องเผชิญ “การแลกหมัด” บนโต๊ะเจรจาที่เสียเปรียบ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดตลาดสินค้าเกษตรอย่างหมูเนื้อแดง หรือการผ่อนปรนมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี เช่นการผ่อนปรนเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาและโทรคมนาคม
"ไทยต้องเตรียมรับแรงกดดันจากการเปิดตลาดและการผ่อนคลายในประเด็นอ่อนไหว ไม่ว่าจะเป็นการนำเข้าหมูเนื้อแดง การยกระดับมาตรฐานคุ้มครองแรงงานและทรัพย์สินทางปัญญา ไปจนถึงการเปิดเสรีภาคโทรคมนาคม "
ขณะเดียวกัน ผลประโยชน์ที่ไทยอาจได้จากการเจรจา เช่น การยกเว้นภาษีสินค้าบางรายการ มีมูลค่าค่อนข้างจำกัด แต่สิ่งที่ไทยต้องแลกกลับมีต้นทุนสูงกว่า ทั้งการยกเว้นภาษีนำเข้า การผ่อนปรนมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี และเงื่อนไขอื่น ๆ ที่กระทบหลายภาคส่วนอย่างมีนัยสำคัญ
ในมุมของการประเมินเศรษฐกิจมหภาค ดร.นณริฏมองว่า นโยบายทรัมป์ด้านการค้า การเงิน และภูมิรัฐศาสตร์ ควรถูกนำมาเป็นสมมติฐานหลักในการประเมิน GDP ปี 2569 แล้ว แต่สิ่งที่ท้าทายกว่า คือ “ผลกระทบทางอ้อม” ที่มีความไม่แน่นอนสูง ตั้งสมมติฐานได้ยาก และอย่างความพยายามขยายอิทธิพลเชิงภูมิรัฐศาสตร์ เช่น กรณีประเด็นกรีนแลนด์ ที่อาจลามเป็นสงครามการค้ารอบใหม่จนกระทบเศรษฐกิจโลกในวงกล้าว และทำให้ต้องปรับประมาณการเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลักของไทยตามไปด้วย
ดังนั้้นสิ่งสำคัญ ที่ต้องเฝ้าระวัง คือ เราต้องจับตาดูตั้งแต่การเติบโตของประเทศคู่ค้า, การค้าโลก, การลงทุน, ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ไปจนถึงทิศทางค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด แต่ปัญหาคือ ปัจจุบันไทยยังไม่มีรัฐบาลใหม่ที่จะมาวางยุทธศาสตร์เชิงรุก เพื่อรับมือกับความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์จากสหรัฐฯ โดยตรงมาตรการที่ใช้ส่วนใหญ่ยังอาศัยยุทธศาสตร์เดิมและการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นหลัก
เมื่อมองไปที่ตัวเลข GDP ไทย ซึ่ง IMF คาดว่าจะขยายตัวเพียง 1.6% ต่ำกว่าเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและอินโดนีเซีย ดร.นณริฏชี้ว่า เป็นผลจาก “มรสุมซ้อนมรสุม” ทั้งปัจจัยภายนอกและปัญหาโครงสร้างภายในประเทศ ตั้งแต่ความล่าช้าของงบประมาณจากจังหวะการเมือง หนี้ครัวเรือนและหนี้เสีย ความเหลื่อมล้ำ การท่องเที่ยวที่โตต่ำกว่าคาด ไปจนถึงความสามารถในการแข่งขันที่ถดถอยจากค่าเงินบาทแข็ง
ดังนั้น ในมุมมองของ TDRI ทางออกของเศรษฐกิจไทยไม่ใช่มาตรการกระตุ้นระยะสั้นหรือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ต้องเร่ง “ผ่าตัดโครงสร้างเศรษฐกิจ” อย่างจริงจัง ตั้งแต่การพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ การยกระดับอุตสาหกรรมเดิม ไปจนถึงการเสริมขีดความสามารถการแข่งขันในระยะยาว
ขณะที่แสงสว่างของเศรษฐกิจไทย อาจอยู่ที่การมีรัฐบาลใหม่ที่มีศักยภาพ สามารถวางยุทธศาสตร์ครบทั้งระยะสั้น กลาง และยาว เพื่อพาประเทศฝ่ามรสุมเศรษฐกิจโลกยุคทรัมป์ และสร้างฐานการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืนในอนาคต


