คลัง จับตาศาลสหรัฐ ชี้ขาดภาษีทรัมป์ ย้ำอย่าตื่นตระหนก ทุกฝ่ายพร้อมรับมือ
ปลัดคลัง ระบุคำตัดสินภาษีทรัมป์ยังไม่ชัด อย่าเพิ่งตื่นตระหนก ชี้ไม่ว่าผลออกมาอย่างไรประเทศต่าง ๆ เตรียมแผนรับมือแล้ว หากยกเลิกยิ่งเป็นบวก
KEY
POINTS
- กระทรวงการคลังกำลังติดตามคำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐฯ เกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของมาตรการภาษีในสมัยโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งยังไม่มีคำวินิจฉัยสุดท้าย
- ปลัดกระทรวงการคลังแนะภาคธุรกิจอย่าตื่นตระหนกต่อข่าวดังกล่าว เนื่องจากยังไม่มีความชัดเจนและเป็นเพียงการคาดการณ์เท่านั้น
- ทุกภาคส่วนได้เตรียมพร้อมรับมือกับผลกระทบไว้แล้ว ไม่ว่าผลการตัดสินจะเป็นอย่างไร โดยมองว่าหากศาลสั่งระงับมาตรการจะเป็นผลบวกต่อการค้าโลก
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีศาลฎีกาสหรัฐฯ (Supreme Court) พิจารณาคดีเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของมาตรการเก็บภาษีศุลกากรภายใต้นโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ว่า ขณะนี้ยังไม่มีคำวินิจฉัยขั้นสุดท้ายออกมาอย่างเป็นทางการ จึงเป็นเรื่องที่กระทรวงการคลังต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป
ส่วนกรณีกระแสข่าวที่ระบุว่าศาลฎีกาสหรัฐฯ อาจมีการอ่านคำตัดสินในวันที่ 14 มกราคม 2569 นั้น นายลวรณมองว่าเป็นเพียงการคาดการณ์ล่วงหน้าเท่านั้น ซึ่งในทางปฏิบัติอาจมีคำตัดสินออกมาหรือไม่ก็ได้ ยังไม่มีใครทราบข้อเท็จจริงในเวลานี้ จึงไม่อยากให้ภาคธุรกิจหรือผู้ที่เกี่ยวข้องเกิดความตื่นตระหนกไปก่อน
ทั้งนี้ ไม่ว่าผลคำตัดสินของศาลจะออกมาในทิศทางใด ภาพรวมของเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศก็ไม่น่าจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง เนื่องจากตลอดช่วงที่ผ่านมา ประเทศต่าง ๆ รวมถึงผู้ประกอบการได้มีการประเมินความเสี่ยง วางแผน และปรับตัวเพื่อรองรับสถานการณ์ด้านภาษีการค้าระหว่างประเทศไว้แล้ว
ในทางกลับกัน หากศาลมีคำตัดสินไม่สามารถทำได้ ก็มองว่า จะเป็นผลบวกต่อระบบการค้าโลก เนื่องจากจะช่วยลดแรงกดดันจากมาตรการกีดกันทางการค้า และเอื้อให้บรรยากาศทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศผ่อนคลายลง ซึ่งย่อมเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย
“ตอนนี้สิ่งที่ต้องทำคือ รอดูว่าศาลจะมีคำตัดสินอย่างไร หากศาลตัดสินว่าเดินหน้าต่อได้ ทุกประเทศก็พร้อมอยู่แล้ว ทุกคนวางแผนและปรับตัวกันไว้หมดแล้วก็เดินหน้าไปตามนั้น แต่ถ้าศาลบอกว่าไม่สามารถทำได้ ก็จะมีแต่เรื่องบวก จะบวกมากหรือบวกน้อยเท่านั้นเอง ไม่มีอะไรที่จะแย่ลง มีแต่จะดีขึ้น” นายลวรณกล่าว
อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 ทำเนียบขาวของสหรัฐฯ ได้ออกคำสั่งฝ่ายบริหาร (Executive Order) ปรับปรุงอัตราภาษีศุลกากรแบบตอบโต้ (Reciprocal Tariff) โดยประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับการบรรเทาภาระภาษี ส่งผลให้อัตราภาษีนำเข้าสินค้าไทยไปสหรัฐฯ ปรับลดลงเหลือ 19% จากเดิม 36% ซึ่งถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อการส่งออกและภาคธุรกิจของไทยในช่วงที่ผ่านมา


