
ขยับ VAT นโยบายประชาไม่นิยม TDRI ชี้ไทยไม่ได้ “ไม่พร้อม” แค่ "ไม่ยอมเริ่ม"
ในขณะที่สังคมยังตั้งคำถามว่า ตอนนี้เศรษฐกิจไทย พร้อมหรือยังสำหรับการขึ้น VAT เสียงจาก TDRI กลับสวนกระแสอย่างชัดเจน ไทยมีความพร้อมมานานแล้ว เพียงแต่ไม่เคยลงมือทำ
KEY
POINTS
- TDRI ชี้ว่าอัตรา VAT 7% เป็นมาตรการชั่วคราวจากวิกฤตปี 2540 ที่ถูกใช้มานานเกือบ 28 ปี และรัฐบาลกำลังพิจารณาปรับขึ้นเพื่อสร้างเสถียรภาพทางการคลัง
- TDRI มองว่าเศรษฐกิจไทยมีความพร้อมและสามารถปรับขึ้น VAT ได้นานแล้ว แต่ปัญหาที่แท้จริงคือการขาดความกล้าหาญทางการเมืองในการเริ่มนโยบายที่ไม่เป็นที่นิยม
- การขึ้น VAT มีความจำเป็นเนื่องจากรายได้ภาครัฐไม่ทันรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น แต่เผชิญอุปสรรคสำคัญคือแรงต้านจากสังคมและการเมือง เพราะเป็นนโยบายที่ "ประชาไม่นิยม"
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีเพิ่งเห็นชอบ "แผนการคลังระยะปานกลาง" (Medium-Term Fiscal Framework) ซึ่งวาง "โจทย์ใหญ่" ของประเทศในอีกหลายปีข้างหน้า หนึ่งในหัวใจสำคัญของแผนนี้คือ การปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จากอัตรา 7% ในปัจจุบัน เพื่อเสริมแกร่งฐานะการคลังและรองรับงบลงทุนอนาคตที่กำลังโตเร็วไม่แพ้ภาระรายจ่ายของรัฐ
แต่ก่อนจะมองไปข้างหน้า ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI บอกเล่ากับโพสต์ทูเดย์ว่า หากย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นของ VAT 7% ที่หลายคนลืมไปแล้วว่า แท้จริงมันคือ “มาตรการชั่วคราวในวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540” ซึ่งถูกตรึงยาวนาน เกือบ 28 ปีเต็ม โดยให้เหตุผลว่าต้องช่วยประคองเศรษฐกิจให้ผ่านพ้นวิกฤติในเวลานั้น แต่กลับกลายเป็นว่ามาตรการ VAT ที่ควรจะลดแค่ชั่วคราวกลายเป็นลดแบบต่อเนื่องและไม่มีกำหนด มาจนถึงปัจจุบัน
ดร.นณริฏ ชี้ว่า "โจทย์ไม่ใช่ว่าไทยพร้อมหรือไม่ แต่เราสามารถขึ้น VAT ได้ตั้งนานแล้ว เศรษฐกิจไทยแข็งแรงเพียงพอรองรับการขึ้นภาษีได้ เพราะมีกลไกยกเว้นภาษีคอยรองรับอยู่แล้ว และยิ่งปล่อยนานยิ่งไม่มีจังหวะให้ขึ้นได้ หากอ้างว่ารอเศรษฐกิจพร้อมเสียก่อน ดังที่เกิดขึ้นมาตลอดในอดีต"
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงเห็นด้วยกับการปรับขึ้น VAT และมองว่าสามารถทำได้ "ทันที" โดยไม่จำเป็นต้องกังวล เรื่อง "ความพร้อมของเศรษฐกิจ" มากจนเกินไป
ทั้งนี้ การขึ้น VAT อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจใน "ระยะสั้น" แต่ภาครัฐสามารถออกนโยบายสนับสนุนการฟื้นตัวเสริมได้ ซึ่งโดยปกติแล้วแทบทุกรัฐบาลก็มีมาตรการสนับสนุนเศรษฐกิจอยู่เรื่อยๆ จึงสามารถขึ้น VAT ไปพร้อมกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจได้
สำหรับ สินค้าจำเป็นหลายกลุ่ม รวมถึงธุรกิจขนาดเล็กรายได้น้อยที่ไม่ถึงเกณฑ์ ก็ยังคงไม่ต้องเสีย VAT และรายได้จากการขึ้นภาษีสามารถนำไปสร้างกลไกลดผลกระทบ เช่น ช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย หรือเพิ่มสวัสดิการผู้สูงอายุ
หากมีการขึ้น VAT จริง ภาระภาษีจะกระจายไปตามความสามารถในการส่งผ่านภาษีจากผู้ผลิตสินค้าไปยังผู้ผลิตวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลาง และต่อไปยังผู้บริโภค ซึ่งแตกต่างกันไปตามประเภทสินค้า เช่น สินค้าที่มีราคาสูงอยู่แล้วอาจสามารถปรับราคาส่งต่อผู้บริโภคได้เกือบเต็มจำนวน
ส่วนค่าแรง แม้ว่าค่าครองชีพจะเพิ่มขึ้นตามราคาสินค้าที่ปรับ VAT แต่ความสามารถในการต่อรองของแรงงานไทยมีจำกัด และขึ้นกับนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำว่าจะปรับขึ้นมากน้อยเพียงใด ทำให้บางส่วนของภาระภาษีตกอยู่กับแรงงานที่ต้องบริโภคสินค้าที่มีราคาสูงขึ้นแต่ค่าแรงยังปรับตามไม่ทัน
ด้านดอกเบี้ยทำหน้าที่เป็นเครื่องมือนโยบายการเงินเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ หากราคาสินค้าเพิ่มสูงเกินไป ดอกเบี้ยอาจต้องปรับขึ้นชั่วคราวเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ แต่สำหรับไทย เงินเฟ้อยังอยู่ในกรอบต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ จึงเป็นไปได้ว่าอาจไม่จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ
เมื่อถามว่า ทำไมจึงต้องขึ้น VAT ตอนนี้? คำตอบคือ "รายได้ภาครัฐโตช้ากว่ารายจ่ายอย่างมาก" เป็นสถานการณ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากรายได้ของรัฐบาลไทยน้อยกว่ารายจ่ายมาหลายปี ขณะที่รายจ่ายอนาคตกำลังเพิ่มขึ้นในอัตราที่กดดันฐานะการคลังอย่างหนัก
ในมุมของ TDRI การขึ้นภาษีและการควบคุมรายจ่ายจึง “ต้องทำควบคู่กัน” เพื่อดึงหนี้สาธารณะให้กลับสู่ระดับที่เหมาะสมราว 60% ของ GDP ตามข้อเสนอ IMF
แต่ปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่เศรษฐกิจ แต่คือ "แรงต้านจากสังคมและข้อผูกมัดที่รัฐบาลอนาคตอาจไม่ทำตาม"
แม้กระทรวงการคลังจะประกาศกรอบเวลาชัดเจนว่า พร้อมทยอยปรับขึ้น VAT ในปี 2571 และ 2573 หากเศรษฐกิจไทยเติบโตถึงระดับศักยภาพ แต่สังคมยังเต็มไปด้วยความกังขา เพราะนี่คือนโยบายที่รัฐบาลชุดถัดไปอาจไม่อยากรับไม้ต่อ เป็นหนึ่งในมาตรการที่ “ประชาไม่นิยม” มากที่สุด และทุกครั้งที่เศรษฐกิจสะดุด รัฐบาลก็มักเลื่อนหรือกดเบรกการขึ้น VAT มาตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา
สรุปมุมมองของ TDRI คือ สิ่งที่ไทยต้องการไม่ใช่การรอ "เศรษฐกิจพร้อม" แต่คือ "ความกล้าทางนโยบายที่จะขยับอนาคตการคลังของไทยให้มั่นคง เพราะนี่คือ ความจำเป็นของประเทศในการสร้างเสถียรภาพการคลังระยะยาว"







