posttoday
ขยับ VAT นโยบายประชาไม่นิยม TDRI ชี้ไทยไม่ได้ “ไม่พร้อม” แค่ "ไม่ยอมเริ่ม"

ขยับ VAT นโยบายประชาไม่นิยม TDRI ชี้ไทยไม่ได้ “ไม่พร้อม” แค่ "ไม่ยอมเริ่ม"

22 พฤศจิกายน 2568

ในขณะที่สังคมยังตั้งคำถามว่า ตอนนี้เศรษฐกิจไทย พร้อมหรือยังสำหรับการขึ้น VAT เสียงจาก TDRI กลับสวนกระแสอย่างชัดเจน ไทยมีความพร้อมมานานแล้ว เพียงแต่ไม่เคยลงมือทำ

KEY

POINTS

  • TDRI ชี้ว่าอัตรา VAT 7% เป็นมาตรการชั่วคราวจากวิกฤตปี 2540 ที่ถูกใช้มานานเกือบ 28 ปี และรัฐบาลกำลังพิจารณาปรับขึ้นเพื่อสร้างเสถียรภาพทางการคลัง
  • TDRI มองว่าเศรษฐกิจไทยมีความพร้อมและสามารถปรับขึ้น VAT ได้นานแล้ว แต่ปัญหาที่แท้จริงคือการขาดความกล้าหาญทางการเมืองในการเริ่มนโยบายที่ไม่เป็นที่นิยม
  • การขึ้น VAT มีความจำเป็นเนื่องจากรายได้ภาครัฐไม่ทันรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น แต่เผชิญอุปสรรคสำคัญคือแรงต้านจากสังคมและการเมือง เพราะเป็นนโยบายที่ "ประชาไม่นิยม"

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีเพิ่งเห็นชอบ "แผนการคลังระยะปานกลาง" (Medium-Term Fiscal Framework) ซึ่งวาง "โจทย์ใหญ่" ของประเทศในอีกหลายปีข้างหน้า หนึ่งในหัวใจสำคัญของแผนนี้คือ การปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จากอัตรา 7% ในปัจจุบัน เพื่อเสริมแกร่งฐานะการคลังและรองรับงบลงทุนอนาคตที่กำลังโตเร็วไม่แพ้ภาระรายจ่ายของรัฐ

แต่ก่อนจะมองไปข้างหน้า ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI บอกเล่ากับโพสต์ทูเดย์ว่า หากย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นของ VAT 7% ที่หลายคนลืมไปแล้วว่า แท้จริงมันคือ “มาตรการชั่วคราวในวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540” ซึ่งถูกตรึงยาวนาน เกือบ 28 ปีเต็ม โดยให้เหตุผลว่าต้องช่วยประคองเศรษฐกิจให้ผ่านพ้นวิกฤติในเวลานั้น แต่กลับกลายเป็นว่ามาตรการ VAT ที่ควรจะลดแค่ชั่วคราวกลายเป็นลดแบบต่อเนื่องและไม่มีกำหนด มาจนถึงปัจจุบัน 

ดร.นณริฏ ชี้ว่า "โจทย์ไม่ใช่ว่าไทยพร้อมหรือไม่ แต่เราสามารถขึ้น VAT ได้ตั้งนานแล้ว เศรษฐกิจไทยแข็งแรงเพียงพอรองรับการขึ้นภาษีได้ เพราะมีกลไกยกเว้นภาษีคอยรองรับอยู่แล้ว และยิ่งปล่อยนานยิ่งไม่มีจังหวะให้ขึ้นได้ หากอ้างว่ารอเศรษฐกิจพร้อมเสียก่อน ดังที่เกิดขึ้นมาตลอดในอดีต" 

ด้วยเหตุนี้ เขาจึงเห็นด้วยกับการปรับขึ้น VAT และมองว่าสามารถทำได้ "ทันที" โดยไม่จำเป็นต้องกังวล เรื่อง "ความพร้อมของเศรษฐกิจ" มากจนเกินไป 

ทั้งนี้ การขึ้น VAT อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจใน "ระยะสั้น" แต่ภาครัฐสามารถออกนโยบายสนับสนุนการฟื้นตัวเสริมได้ ซึ่งโดยปกติแล้วแทบทุกรัฐบาลก็มีมาตรการสนับสนุนเศรษฐกิจอยู่เรื่อยๆ จึงสามารถขึ้น VAT ไปพร้อมกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจได้

สำหรับ สินค้าจำเป็นหลายกลุ่ม รวมถึงธุรกิจขนาดเล็กรายได้น้อยที่ไม่ถึงเกณฑ์ ก็ยังคงไม่ต้องเสีย VAT และรายได้จากการขึ้นภาษีสามารถนำไปสร้างกลไกลดผลกระทบ เช่น ช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย หรือเพิ่มสวัสดิการผู้สูงอายุ 

หากมีการขึ้น VAT จริง ภาระภาษีจะกระจายไปตามความสามารถในการส่งผ่านภาษีจากผู้ผลิตสินค้าไปยังผู้ผลิตวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลาง และต่อไปยังผู้บริโภค ซึ่งแตกต่างกันไปตามประเภทสินค้า เช่น สินค้าที่มีราคาสูงอยู่แล้วอาจสามารถปรับราคาส่งต่อผู้บริโภคได้เกือบเต็มจำนวน

ส่วนค่าแรง แม้ว่าค่าครองชีพจะเพิ่มขึ้นตามราคาสินค้าที่ปรับ VAT แต่ความสามารถในการต่อรองของแรงงานไทยมีจำกัด และขึ้นกับนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำว่าจะปรับขึ้นมากน้อยเพียงใด ทำให้บางส่วนของภาระภาษีตกอยู่กับแรงงานที่ต้องบริโภคสินค้าที่มีราคาสูงขึ้นแต่ค่าแรงยังปรับตามไม่ทัน

ด้านดอกเบี้ยทำหน้าที่เป็นเครื่องมือนโยบายการเงินเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ หากราคาสินค้าเพิ่มสูงเกินไป ดอกเบี้ยอาจต้องปรับขึ้นชั่วคราวเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ แต่สำหรับไทย เงินเฟ้อยังอยู่ในกรอบต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ จึงเป็นไปได้ว่าอาจไม่จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ

เมื่อถามว่า ทำไมจึงต้องขึ้น VAT ตอนนี้? คำตอบคือ "รายได้ภาครัฐโตช้ากว่ารายจ่ายอย่างมาก" เป็นสถานการณ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากรายได้ของรัฐบาลไทยน้อยกว่ารายจ่ายมาหลายปี ขณะที่รายจ่ายอนาคตกำลังเพิ่มขึ้นในอัตราที่กดดันฐานะการคลังอย่างหนัก

ในมุมของ TDRI การขึ้นภาษีและการควบคุมรายจ่ายจึง “ต้องทำควบคู่กัน” เพื่อดึงหนี้สาธารณะให้กลับสู่ระดับที่เหมาะสมราว 60% ของ GDP ตามข้อเสนอ IMF

แต่ปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่เศรษฐกิจ แต่คือ "แรงต้านจากสังคมและข้อผูกมัดที่รัฐบาลอนาคตอาจไม่ทำตาม"

แม้กระทรวงการคลังจะประกาศกรอบเวลาชัดเจนว่า พร้อมทยอยปรับขึ้น VAT ในปี 2571 และ 2573 หากเศรษฐกิจไทยเติบโตถึงระดับศักยภาพ แต่สังคมยังเต็มไปด้วยความกังขา เพราะนี่คือนโยบายที่รัฐบาลชุดถัดไปอาจไม่อยากรับไม้ต่อ เป็นหนึ่งในมาตรการที่ “ประชาไม่นิยม” มากที่สุด และทุกครั้งที่เศรษฐกิจสะดุด รัฐบาลก็มักเลื่อนหรือกดเบรกการขึ้น VAT มาตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา

สรุปมุมมองของ TDRI คือ สิ่งที่ไทยต้องการไม่ใช่การรอ "เศรษฐกิจพร้อม" แต่คือ "ความกล้าทางนโยบายที่จะขยับอนาคตการคลังของไทยให้มั่นคง เพราะนี่คือ ความจำเป็นของประเทศในการสร้างเสถียรภาพการคลังระยะยาว"

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน