
จับตามองการค้าไทยในอาฟตา
นายสุรศักดิ์ เรียงเครือ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ (คต.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2553 ที่ความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) มีผลบังคับใช้อย่างสมบูรณ์แบบ ยกเว้นประเทศสมาชิกใหม่อาเซียน ได้แก่ กัมพูชา สปป.ลาว พม่า และเวียดนาม หรือที่รู้จักกันในชื่อประเทศ CLMV ที่จะมีผลฯ ในปี ๒๕๕๘ การค้าระหว่างไทยกับอาฟตาขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึงร้อยละ 30.6 โดยการส่งออกขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 36.5 ขณะที่การนำเข้าขยายตัวร้อยละ 22.8 การค้าไทยกับประเทศสมาชิกอาฟตา ที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดคือ กัมพูชา เพิ่มขึ้นร้อยละ 54.2 อินโดนีเซีย เพิ่มขึ้นร้อยละ 53.8 และฟิลิปปินส์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 51.1 ทั้งนี้ ซึ่งในอนาคตการค้าระหว่างไทยกับอาฟตาจะทวีความสำคัญยิ่งขึ้น อย่างยิ่งในอนาคต ผู้ส่งออกไทยควรใช้โอกาสนี้หาลู่ทางสิทธิพิเศษทางการค้าภายใต้ อาฟตา และความได้เปรียบในการเป็นศูนย์กลางของอนุภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในการขยายตลาดในประเทศเพื่อนบ้านให้มากยิ่งขึ้น
สำหรับการส่งออกในปี ๒๕๕๓ ไทยส่งออกไป AFTA อันดับหนึ่ง รองลงมาคือ จีน ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ โดยมีมูลค่าส่งออก ๔๔,๓๓๔ ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในสัดส่วนร้อยละ ๒๒.๗ สำหรับประเทศในกลุ่ม AFTA ที่มีการขยายตัวในการส่งออกสูง ได้แก่ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และ กัมพูชา เพิ่มขึ้นร้อยละ ๖๑.๗ ๕๗.๔ และ ๔๘.๒ ตามลำดับ ด้านการนำเข้า ไทยนำเข้าจาก AFTA เป็นอันดับสอง รองจากญี่ปุ่น อันดับสามและสี่ คือ จีน และสหรัฐฯ โดยมีมูลค่านำเข้า ๓๐,๓๒๗ ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในสัดส่วนร้อยละ ๑๖.๖ ประเทศในกลุ่ม AFTA ที่มีการขยายตัวในการนำเข้าสูง ได้แก่ กัมพูชา สปป.ลาว และอินโดนีเซีย เพิ่มขึ้นร้อยละ ๑๗๖.๓ ๖๒.๐ และ ๔๙.๓ ตามลำดับ และนับตั้งแต่เปิดเสรีการค้าอาเซียนเป็นต้นมาไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้ากับ AFTA มาโดยตลอด โดยปี ๒๕๕๓ ไทยได้ดุลการค้าเป็นมูลค่าทั้งสิ้น ๑๔,๐๐๖ ล้านเหรียญสหรัฐฯ
สินค้าสำคัญที่ไทยส่งออกไป AFTA และมีการขยายตัวสูง คือ อัญมณีและเครื่องประดับ ยางพารา น้ำมันสำเร็จรูป เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ และรถยนต์และส่วนประกอบ ส่วนสินค้าสำคัญที่ไทยนำเข้าและมีการขยายตัวสูง คือ เชื้อเพลิงอื่น ๆ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน สินแร่โลหะอื่น ๆ ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ และเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์
รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศกล่าวเพิ่มเติมว่า การค้าระหว่างไทยกับ AFTA จะทวีความสำคัญอย่างยิ่งในอนาคต เห็นได้จากสัดส่วนการค้าที่เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ ๑๙.๘ ในปี ๒๕๕๓ เปรียบเทียบกับร้อยละ ๑๓.๗ เมื่อยังไม่มีความตกลงฯ รวมทั้งการให้ความสำคัญกับตลาด CLMV ที่ยังมีความต้องการสินค้าพื้นฐานซึ่งไทยมีศักยภาพในการผลิต เช่น วัสดุและอุปกรณ์ก่อสร้าง เครื่องอุปโภคบริโภค เม็ด/ผลิตภัณฑ์พลาสติก นับเป็นช่องทางขยายโอกาสทางการค้าที่ผู้ส่งออกไทยไม่ควรมองข้าม นอกจากนั้น ผู้ส่งออกไทยยังควรใช้โอกาสจากสิทธิพิเศษทางการค้าภายใต้ AFTA และความได้เปรียบในการเป็นศูนย์กลางของอนุภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในการขยายตลาดการค้าในประเทศเพื่อนบ้านให้มากขึ้น







