เอกนิติ รับจ่อทยอยขึ้น VAT 7% เป็น 8.5% ในปี 71 หากเศรษฐกิจฟื้นเต็มศักยภาพ
เอกนิติ รมว.คลัง ยอมรับรัฐบาลมีแผนทยอยปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ตามกรอบการคลังระยะปานกลางเป็น 8.5% ในปี 2571 และ 10% ในปี 2573 แต่ย้ำเศรษฐกิจวันนี้ยังไม่พร้อม ต้องดูจังหวะเศรษฐกิจฟื้นตัวก่อนเดินหน้า
KEY
POINTS
- รัฐบาลยอมรับว่ามีแผนทยอยปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) โดยตั้งเป้าจาก 7% เป็น 8.5% ในปี 2571 และเป็น 10% ในปี 2573
- การปรับขึ้นภาษีดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนปฏิรูปเพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพและวินัยทางการคลังของประเทศในระยะปานกลาง
- รัฐบาลยืนยันว่าจะยังไม่ดำเนินการในเร็วๆ นี้ และจะปรับขึ้นภาษีก็ต่อเมื่อเศรษฐกิจของประเทศฟื้นตัวและมีความพร้อมอย่างแท้จริงเท่านั้น
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยอมรับว่า รัฐบาลมีแผนปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เพื่อเสริมเสถียรภาพการเงินการคลังในระยะปานกลาง โดยเน้นทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้และการปรับอัตรา VAT แบบทยอยปรับอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยตั้งเป้าขยับจากอัตราปัจจุบัน 7% เป็น 8.5% ในปี 2571 และเพิ่มเป็น 10% ในปี 2573
“แม้จะมีแผนชัดเจน แต่ผมยังเห็นว่าเศรษฐกิจปัจจุบันยังไม่พร้อมสำหรับการขึ้น VAT รัฐบาลจะไม่เร่งดำเนินการหากเศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่เพียงพอ เมื่อประเมินว่าในปี 2571 เศรษฐกิจไทยใกล้กลับมาเติบโตเต็มศักยภาพ จึงอาจเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการทยอยปรับ VAT จาก 7% เป็น 8.5% แต่ทั้งหมดต้องอยู่บนพื้นฐานว่าจังหวะต้องพร้อมจริงๆ” นายเอกนิติ กล่าว
นายเอกนิติ ระบุว่า แผนการปรับ VAT เป็นเพียงหนึ่งในแพ็กเกจปฏิรูปการคลังที่ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบไปเมื่อสัปาดห์ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพจัดเก็บรายได้ ลดรายจ่ายซ้ำซ้อน ปรับระบบสวัสดิการ และเร่งใช้แหล่งเงินลงทุนรูปแบบใหม่ เช่น กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุนของรัฐวิสาหกิจ และ การร่วมทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน(PPP) เพื่อไม่ให้รัฐพึ่งพางบประมาณเพียงทางเดียว
นายเอกนิติกล่าวว่า รัฐบาลต้องแสดงความมุ่งมั่นด้านวินัยการคลังให้ชัดเจน หลังถูกเตือนว่าการขาดดุลระดับปัจจุบันที่ 4.4% ของ GDP อาจทำให้ประเทศไทยเสี่ยงถูกปรับลดแนวโน้มความเชื่อมั่นทางเครดิตเรทติ้ง
พร้อมย้ำว่า หากถึงเวลาที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นแรงพอ รัฐบาลก็มีแผนรองรับ เช่น การเพิ่มรายได้รัฐจากช่องทางอื่น หรือการลดรายจ่ายเพิ่มเติมแทนการขึ้น VAT โดยย้ำว่า “ทุกอย่างต้องดูความพร้อมของประเทศเป็นหลัก”
นอกจากนี้ นายเอกนิติ ยังกล่าวถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เตรียมเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้แก่ มาตรการสนับสนุน SME แบบครบวงจร ทั้งด้านสินเชื่อ การค้ำประกันสินเชื่อ และมาตรการทางภาษี รวมถึงการเปิดโอกาสให้ SME เข้าถึงการประมูลงานจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐได้มากขึ้น
โดย รัฐบาลยังวางโครงการ “พี่ช่วยน้อง” เพื่อให้ธุรกิจขนาดใหญ่สนับสนุนธุรกิจขนาดเล็ก โดยมีแรงจูงใจด้านภาษี
นอกจากนี้ยังมี มาตรการส่งเสริมการออมเพื่อเกษียณ โดยระบุว่าจะนำแนวทาง Thailand Individual Savings Account (TISA) ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมาใช้แทน RMF, SSF และ ESG ปัจจุบัน โครงการออมเพื่อเกษียณมีกำหนดอายุของมาตรการให้ผู้ลงทุนสามารถหักลดหย่อนภาษีได้ ซึ่งเมื่อใกล้หมดอายุ นักลงทุนมักขายหน่วยลงทุน ส่งผลให้ราคาหุ้นผันผวนและบิดเบือนกลไกตลาด
TISA จะเป็นมาตรการระยะยาว ที่เปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนเลือกแผนลงทุนตามความเสี่ยงที่แต่ละคนรับได้ ไม่ว่าจะเป็นพันธบัตร หุ้น หรือเครื่องมือการลงทุนอื่น ๆ เพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินในวัยเกษียณ


