รอง ปธ.อุตฯ ชี้โจทย์ศก.ครึ่งปีหลัง เร่งมาตรการ–ดึงลงทุน FDI
วิวรรธน์ เหมมณฑารพ มองเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง ต้องเร่งเพิ่มกำลังซื้อ จัดการหนี้ครัวเรือน กระจายตลาดส่งออก และดึง FDI เชิงคุณภาพเพื่อความยั่งยืน
งาน Sustainability Expo 2025 : A Call for Adaptation – The Sustainability in Trade & Industry เวทีด้านความยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน
เป็นอีกหนึ่งพื้นที่สำคัญที่ผู้นำภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมไทยร่วมถ่ายทอดแนวทางสู่อนาคต โดย นายวิวรรธน์ เหมมณฑารพ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจไทยและทิศทางการลงทุนครึ่งหลังปี 2568 ซึ่งชี้ให้เห็นทั้งความท้าทายและหนทางปรับตัวเชิงโครงสร้าง
เศรษฐกิจชะลอตัว – รัฐบาลเร่งอัดมาตรการพยุงกำลังซื้อ
นายวิวรรธน์ชี้ว่า GDP มีแนวโน้มแผ่วลงในครึ่งหลังปี แม้ก่อนการเปลี่ยนขั้วการเมืองก็เริ่มเห็นสัญญาณชะลอแล้ว รัฐบาลใหม่จึงเดินหน้าหารือกับสภาอุตสาหกรรม สภาหอการค้า และสถาบันการเงินเพื่อแก้ปมเศรษฐกิจเร่งด่วน โดยเฉพาะการ เพิ่มกำลังซื้อประชาชนและจัดการหนี้ครัวเรือน ผ่านมาตรการพักหนี้เป็นหลัก
รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ยกบทเรียน วิกฤตปี 2540 ที่ไทยต้องใช้เงินมหาศาลฟื้นระบบการเงินและยังคงชำระหนี้กองทุนฟื้นฟูมาจนถึงวันนี้ เพื่อเตือนว่าประเทศต้องรักษาสมดุลระหว่างการอัดฉีดกับวินัยการคลัง แม้ความกังวลเรื่อง Moral Hazard จะลดลง แต่การใช้จ่ายรัฐยังต้องรอบคอบ
การส่งออก – จากกระจุกตัวสู่กระจายตลาดใหม่
ปัจจุบัน กว่า 60% ของการส่งออกไทย กระจุกอยู่ในยุโรป จีน สหรัฐ และอาเซียน ทำให้ไทยเปราะบางต่อความผันผวน นายวิวรรธน์เสนอว่า ระยะสั้นจำเป็นต้อง หาตลาดใหม่ให้กับสินค้าเดิม เพราะการพัฒนาสินค้าใหม่ใช้เวลา ขณะเดียวกันต้องทำ “Market City” เจาะตลาดเชิงลึก เช่น อาหารฮาลาล ในตะวันออกกลาง
กลยุทธ์สำคัญคือ ยกระดับคุณภาพ–ลดต้นทุน–เพิ่มประสิทธิภาพ ทั้งการใช้เทคโนโลยีประหยัดพลังงาน และในระยะกลาง–ยาว ต้องขยับสู่อุตสาหกรรม 4.0 และระบบอัตโนมัติ เพื่อตอบโจทย์ค่าแรงที่สูงขึ้น
การเมืองมั่นคง – สร้างความเชื่อมั่นการลงทุน
รองประธานสภาอุตสาหกรรมย้ำว่า เสถียรภาพการเมืองคือหัวใจสำคัญในการดึงดูด FDI เพราะจะสร้างความมั่นใจต่อนักลงทุนต่างชาติ อีกทั้งรัฐบาลยังเร่งเจรจา FTA กับหลายประเทศ เพื่อเปิดตลาดใหม่และลดการพึ่งพิงคู่ค้ารายใหญ่ เช่น สหรัฐ
ในช่วง 3–4 เดือนข้างหน้า กลไกภาครัฐจะขับเคลื่อนผ่าน 5 ด้าน:
- อัดฉีดงบประมาณ
- เพิ่มกำลังซื้อผ่านการจัดการหนี้ครัวเรือน
- เปิดตลาดใหม่
- หนุนเอกชนปรับตัว–เพิ่มความยืดหยุ่น
- ค้นหาสินค้าตอบโจทย์ตลาด
FDI กับโจทย์การพัฒนาลึก – ไม่ใช่แค่ใช้แรงงาน
เขาเน้นว่าไทยต้อง คัดเลือกการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ให้สอดคล้องกับการพัฒนาเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่แค่การใช้แรงงานราคาถูก แต่ควรเป็นการลงทุนที่สร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น Data Center, ดิจิทัล, Bio-Circular-Green Economy (BCG) ที่ใช้ความหลากหลายทางชีวภาพของไทยเป็นฐาน
แม้ไทยจะมีทรัพยากรน้ำพอเพียง แต่ต้องวางแผนบริหารจัดการเพื่อรองรับการใช้ของภาคอุตสาหกรรม เกษตร และประชาชนอย่างสมดุล เพื่อไม่ให้ซ้ำรอยสิงคโปร์ที่จำกัดการลงทุน Data Center เพราะขาดน้ำ
ทั้งนี้นายวิวรรธน์สะท้อนว่า การอยู่รอดของเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังขึ้นกับ “การปรับตัวเชิงรุก” ทั้งในด้านการเงินการคลัง การกระจายตลาดส่งออก การดึงดูด FDI เชิงคุณภาพ และการสร้างความมั่นใจด้วยเสถียรภาพการเมือง
นี่คือ “โจทย์ใหญ่” ของไทยในห้วงเปลี่ยนผ่าน ที่ไม่เพียงต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ยังต้องเร่งปูรากฐานใหม่ เพื่อเดินหน้าอย่างยั่งยืนในระยะยาว


