posttoday

ธปท. แจงเงินปริศนาไหลเข้าไทยไม่ใช่สาเหตุทำบาทแข็งในปีนี้

23 กันยายน 2568

ธปท. ปรับปรุงข้อมูลในบัญชีดุลการชำระเงินปี 67 ส่งผลให้ค่าความคลาดเคลื่อน (NEO) ลดเหลือ 7.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จาก 15.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ชี้แจงบาทแข็งปีนี้ไม่ได้เกิดจากเงินปริศนาไหลเข้าไทย

KEY

POINTS

  • ธปท. ปรับปรุงข้อมูลดุลการชำระเงินปี 2567 ทำให้ตัวเลขเงินทุนไหลเข้าที่ไม่ทราบที่มา (NEO) หรือเงินปริศนา ลดลงกว่าครึ่งหนึ่งมาอยู่ในระดับปกติ เหลือ 7.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จาก 15.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
  • ธปท. ชี้แจงว่าเงิน NEO ดังกล่าวเป็นข้อมูลของปี 2567 ไม่ใช่เงินใหม่ที่ไหลเข้ามาในปี 2568 จึงไม่ใช่สาเหตุหลักที่ทำให้เงินบาทแข็งค่าในปีนี้
  • ปัจจัยที่ทำให้บาทแข็งค่ากว่าสกุลเงินอื่นในภูมิภาคปีนี้มาจาก 3 ปัจจัยหลัก คือ ดุลบัญชีเดินสะพัดดีกว่าคาด การเมืองมีเสถียรภาพ และราคาทองคำที่ปรับตัวสูงขึ้น

เงินบาทแข็งค่ายังคงเป็นประเด็นที่ถูกจับตามากเป็นพิเศษในช่วงนี้ ถึงสาเหตุที่ทำให้เงินบาทแข็งค่านำสกุลเงินในภูมิภาคเดียวกัน โดยเฉพาะผลกระทบจากการซื้อขายทองคำต่อค่าเงินบาท เนื่องจากราคาทองคำที่ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และเงินทุนไหลเข้าประเทศแบบไม่รู้ที่มาที่ไป สะท้อนจากความคลาดเคลื่อนสุทธิในดุลการชำระเงิน (Net Errors and Omissions : NEO) ที่เพิ่มสูงขึ้น   

จากประเด็นดังกล่าว ทำให้ผู้ที่มีหน้าที่ดูแลค่าเงินบาท อย่าง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้ามาดูแลอย่างใกล้ชิด โดยหารือกับสมาคมค้าทองคำ เพื่อพิจารณาแนวทางลดผลกระทบจากการซื้อขายทองคำต่อค่าเงินบาท 

นอกจากนี้  ธปท.ยังร่วมกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อตรวจสอบหาเงินไหลเข้าแบบไม่รู้ที่มาที่ไป 

ขณะเดียวกัน ทางกระทรวงการคลังมีการจัดตั้งทีมติดตามเรื่องค่าเงินบาท และเงินทุนไหลเข้า เพื่อทำงานร่วมกันกับ ธปท. ปปง. และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตอบโจทย์ Connect the Dots เชื่อมโยงให้เห็นว่าเงินมาจากตรงไหน เพื่อแก้ปัญหาให้ตรงจุด  

จะเห็นได้ว่าหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ไม่ได้นิ่งนอนใจกับปัญหาที่เกิดขึ้น ล่าสุด วันนี้ (23 ก.ย.2568) ธปท. ได้มีการเปิดเผยการปรับปรุงข้อมูลในบัญชีดุลการชำระเงินปี 2567   

นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษก ธปท. เปิดเผยว่า ธปท. ได้ปรับปรุงข้อมูลในบัญชีดุลการชำระเงิน (Balance of Payments: BOP) ประจำปี 2567 ตามรอบปรับปรุงปกติในเดือน ก.ย.2568 ส่งผลให้ตัวเลขที่แสดงความคลาดเคลื่อนเชิงสถิติ (Net Errors and Omissions: NEO) ปี 2567 อยู่ที่ 7.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (2.3 แสนล้านบาท) ซึ่งเป็นการปรับลดลงกว่าครึ่งหนึ่งจากตัวเลขเบื้องต้นที่ประกาศในเดือน มี.ค.2568 อยู่ที่ 15.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (5.3 แสนล้านบาท)

ธปท. แจงเงินปริศนาไหลเข้าไทยไม่ใช่สาเหตุทำบาทแข็งในปีนี้

ทั้งนี้ เป็นผลจาก 3 ส่วนหลัก ได้แก่

1. มูลค่านำเข้ารวมที่ลดลง จากการที่กรมศุลกากรปรับราคาน้ำมันนำเข้าให้เป็นไปตามที่ได้รับข้อมูลจริงจากผู้นำเข้า ซึ่งต่ำกว่าราคาที่กรมศุลกากรได้ประมาณการไว้ในตอนแรก ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account) เพิ่มขึ้น และทำให้ NEO ลดลงไปประมาณ 2.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

2. ข้อมูลการลงทุนโดยตรงของนักลงทุนต่างชาติ (FDI) ที่สูงขึ้น ซึ่งปรับตามข้อมูลการลงทุนของ นักลงทุนต่างชาติในธุรกิจไทย ที่ปรากฏในงบการเงินที่ธุรกิจทยอยรายงานต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ส่งผลให้ NEO ลดลงไปประมาณ 2.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

3. ข้อมูลสินเชื่อการค้า (Trade Credit) ที่เพิ่มขึ้น จากการที่เจ้าหนี้การค้าขยายระยะเวลา การชำระค่าสินค้านำเข้าให้กับภาคเอกชน ทำให้ภาระการจ่ายคืนสินเชื่อการค้าในปี 2567 ลดลง ส่งผลให้ NEO ลดลงประมาณ 4.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

จากการปรับปรุงข้อมูลในบัญชีดุลการชำระเงินปี 2567 ทำให้ NEO ปี 2567 ลดลงมาอยู่ในระดับ 1.0% ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีย้อนหลัง (ปี 2557-2566) อยู่ที่ 1.3% และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศทั่วโลก อยู่ที่ 2.4% เทียบกับมูลค่าการค้าระหว่างประเทศ

ธปท. แจงเงินปริศนาไหลเข้าไทยไม่ใช่สาเหตุทำบาทแข็งในปีนี้

“ประเทศใหญ่ที่มีธุรกรรมระหว่างกันเยอะ ทำให้หาข้อมูลยากไปด้วย ตัวเลข NEO ก็จะสูงตามไปด้วย อย่างไรก็ตามต้องดูการเปิดของประเทศของประเทศนั้นๆ ด้วย” นางสาวชญาวดี กล่าว 

สำหรับข้อมูล BOP รายปี ธปท. จะเผยแพร่ตัวเลขเบื้องต้นในเดือน มี.ค.ของปีถัดไป จากนั้นจะปรับปรุงข้อมูลอีก 2 ครั้ง ในทุกเดือน ก.ย. ตัวอย่างเช่น การจัดทำข้อมูล BOP ของปี 2567 จะเผยแพร่ ครั้งแรกในเดือน มี.ค.2568 และจะปรับปรุงข้อมูลอีก 2 ครั้ง ในเดือน ก.ย.2568 และเดือน ก.ย.2569 ภายใต้มาตรฐานการปรับปรุงข้อมูลที่มีอยู่ในเวปไซต์ ธปท. ตั้งแต่ปี 2562 ไม่ได้เป็นการปรับเฉพาะกิจ เพราะตัวเลขผิดปกติแต่อย่างใด

NEO ไม่ใช่เงินใหม่ที่กดดดันบาทแข็งเพิ่มเติม 

นางสาวชญาวดี อธิบายว่า NEO เป็นตัวเลขส่วนหนึ่งของ BOP ปี 2567 ไม่ใช่ปี 2568 ดังนั้นไม่ใช่เงินใหม่ที่เข้ามากดดันเงินบาทแข็งค่าเพิ่มเติมในปีนี้ ซึ่งส่วนที่ส่งผลกับค่าเงินบาทเกิดขึ้นตั้งแต่เข้ามาในปีที่แล้ว สะท้อนได้จากตัวเลขในปี 2567 NEO เข้ามาจำนวนมาก ขณะที่เงินบาทแข็งค่าเพียง 0.1% เท่านั้น 

“ยอมรับว่ามีบางจุดที่ NEO เพิ่มขึ้นจริง ซึ่งสายงายกำลังศึกษาอยู่ และจะมีการปรับให้มีการวัดหรือวิธีการที่จะบันทึกข้อมูลให้ดีขึ้น เช่น พฤติกรรมการ Trade Credit ที่เปลี่ยนแปลงไป” นางสาวชญาวดี กล่าว 

Connect the Dots ช่วยเชื่อมโยงที่มาของเงินปริศนา

ส่วนการทำ Connect the Dots นั้น จะทำให้เห็นเงินเทาชัดเจนขึ้นหรือไม่นั้น มองว่าโดยธรรมชาติของเงินเทา ก็ยากที่เห็นได้ชัดเจนอยู่แล้ว แต่การทำ Connect the Dots เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงได้มากขึ้น ก็จะสามารถอธิบายได้ว่าตรงจุดไหนไม่ใช่เงินเทา ก้อนที่ไม่เห็นว่าเป็นอะไรก็จะเล็กลง 

ธปท. แจงเงินปริศนาไหลเข้าไทยไม่ใช่สาเหตุทำบาทแข็งในปีนี้

สำหรับนิยามเงินเทาที่ ธปท.เป็นห่วง คือ เงินที่เกี่ยวข้องกับการทำทุจริตทั้งหมด และได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ดังนี้

(1) การสนับสนุนการใช้ดิจิทัลในภาคการเงิน เช่น พร้อมเพย์ เพื่อให้การทำธุรกรรมมี digital footprints และสามารถตรวจสอบธุรกรรมได้

(2) การออกหลักเกณฑ์การรู้จักลูกค้า ได้แก่ Know Your Customer (KYC) Customer Due Diligence (CDD) และ Enhanced Due Diligence (EDD) การออกมาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาบัญชีม้า รวมถึงการกำกับดูแลให้สถาบันการเงินปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ AML/CFT ของสำนักงาน ปปง. อย่างเคร่งครัด

(3) การแสดงความกังวลต่อการจัดตั้งศูนย์กลางทางการเงิน (Financial Hub) ที่อาจมีกฎเกณฑ์ที่ผ่อนคลายมากกว่าปกติ จึงควรมีแนวทางปิดช่องโหว่ในมิติต่าง ๆ ให้พร้อมก่อน เพื่อลดความเสี่ยงการถูกใช้เป็นแหล่งสนับสนุนธุรกรรมทางการเงินที่ไม่ถูกกฎหมาย

(4) การมีท่าทีที่สะท้อนความระมัดระวังในการนำ cryptocurrency มาใช้ในธุรกรรมทางการเงิน โดยเฉพาะในช่องทางที่ไม่ถูกกำกับดูแล ซึ่งมีโอกาสถูกใช้เป็นเครื่องมือในการฟอกเงิน เนื่องจากยากต่อการติดตามและตรวจสอบ

ทั้งนี้ ภายใต้ความเชื่อมโยงที่ซับซ้อนขึ้นของกิจกรรมในภาคการเงิน ธปท. ได้จัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ (task force) เพื่อติดตามพัฒนาการของธุรกรรมในหลากหลายมิติ รวมทั้งนำข้อมูลไปใช้ในการออกแบบนโยบาย และประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการตรวจสอบได้ทันการณ์ นอกจากนี้ ยังร่วมมือกับหน่วยงานอื่น ๆ เช่น สำนักงาน ก.ล.ต. สศช. เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วนยิ่งขึ้น และเพิ่มศักยภาพในการติดตามธุรกรรมต่าง ๆ รวมทั้งประสานกับหน่วยงานที่มีอำนาจตรวจสอบ เช่น สำนักงาน ปปง. เมื่อมีธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัย ซึ่งจะช่วยลดโอกาสการเกิดธุรกรรมสีเทา

เปิด 3 ปัจจัย ทำบาทแข็งกว่าสกุลเงินภูมิภาค

นางสาวภาวิณี จิตต์มงคลเสมอ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายตลาดการเงิน ธปท. กล่าวว่า เงินบาทแข็งค่าขึ้นในปีนี้ ไม่ใช่จาก NEO แต่ปัจจัยหลักๆ ที่ส่งผลต่อเงินบาทแข็งค่า คือ การอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐฯ โดยดอลลาร์อ่อนค่าเกือบ 10% จากการคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าเงินบาทแข็งค่ากว่าสกุลเงินอื่นในภูมิภาค จากปัจจัยเฉพาะ ได้แก่ 

1.ตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดดีกว่าคาด

2.การเมืองคลี่คลาย มีเสถียรภาพได้เร็ว

3.ราคาทองคำปรับเพิ่มขึ้นมาก โดยปีนี้ราคาทองคำขึ้นไปกว่า 40% 

ธปท. แจงเงินปริศนาไหลเข้าไทยไม่ใช่สาเหตุทำบาทแข็งในปีนี้

เรียกผู้ค้าทองแชร์แนวทองลดผลกระทบบาทแข็งรอบ 2 

ทั้งนี้ ธปท.เตรียมเชิญสมาคมค้าทองคำ และผู้ค้าทอง เข้ามาหารืออีกครั้งในช่วงต้นสัปดาห์หน้า หลังเมื่อวันที่ 15 ก.ย.2568 ได้เชิญสมาคมค้าทองคำเข้าร่วมหารือ เพื่อพิจารณาแนวทางลดผลกระทบจากการซื้อขายทองคำต่อค่าเงินบาทไปแล้วรอบหนึ่ง และให้จัดทำข้อเสนอแนวทางช่วยลดผลกระทบต่อค่าเงินเพิ่มเติม เพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระยะต่อไปให้มีประสิทธิภาพและตรงจุด 

“ในครั้งก่อนได้มีการหารือถึงแนวทางลดผลกระทบจากการซื้อขายทองคำต่อค่าเงินบาท ทั้ง ซื้อการซื้อขายทองคำในประเทศไทยให้เป็นเงินสกุลดอลลาร์ และการเก็บภาษีซื้อขายทองคำแท่ง เป็นต้น ซึ่งจะได้ข้อสรุปและนำไปสู่การออกมาตรการเมื่อใดนั้น ธปท.จะต้องมีการพิจารณาและศึกษาอย่างรอบคอบ เพื่อให้ช่วยแก้ปัญหาเงินบาทแข็งค่าได้จริง” นางสาวภาวิณี กล่าว   

หนุนตั้งทีมสืบเงินปริศนาไหลเข้าไทย

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย กล่าวกับ “โพสต์ทูเดย์” ว่า เงินไหลเข้าที่อธิบายไม่ได้ชัดเจน (Net Errors and Omissions) เพิ่มขึ้นต่อเนื่องในส่วนของดุลการชำระเงิน (Balance of Payment : BOP) ซึ่งปกติ Errors ไม่ควรจะมากถึง 3,000-4,000 ล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ทั้งนี้ เมื่อ Errors เพิ่มขึ้น มีส่วนทำให้ดุลการชำระเงินเกินดุล ซึ่งปกติแล้ว ดุลการชำระเงินเกินดุล ก็จะสอดคล้องกับการแข็งค่าขึ้นของเงินบาท หากหักส่วน Errors ออก จะเห็นได้ว่าดุลการชำระเงินไม่ได้เกินดุลต่อเนื่อง 

ธปท. แจงเงินปริศนาไหลเข้าไทยไม่ใช่สาเหตุทำบาทแข็งในปีนี้

ดังนั้น การจัดตั้งทีมเข้าไปตรวจสอบ ศึกษาแบบจริงจัง เป็นสิ่งที่ควรทำ เพราะเมื่อเจอว่าเงินมาจากไหน ก็จะสามารถบันทึกใน ดุลการชำระเงินได้ถูกต้องว่าจะอยู่ใน ดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account) หรือ ดุลบัญชีเงินทุน (Financial Account)

“ตามที่แบงก์ชาติอธิบายล่าสุด เป็นไปได้ว่าอาจจะมีความคลาดเคลื่อนของการบันทึกข้อมูลของบริษัทข้ามชาติ และโฟลว์เทรดทองคำ คริปโตฯ พวกนี้ก็มีส่วน” นายพูน กล่าว 

ข่าวล่าสุด

กองทุนน้ำมันแจงขึ้น 6 บาท เพราะราคาตลาดโลกพุ่ง-สภาพคล่องติดลบ