posttoday

สรรพสามิต จ่อเก็บภาษีรถยนต์โบราณ 45% คาดดันรายได้ ปี69 ขยับ 1-2 พันลบ.

22 กันยายน 2568

สรรพสามิต เผยปี 2569 เตรียมเก็บภาษีรถยนต์โบราณ 45% คาดดันรายได้ 1-2 พันล้านบาท โชว์ 11 เดือนแรกปี 68 เข้าเป้า จัดเก็บแล้ว 4.89 แสนล้าน

KEY

POINTS

  • กรมสรรพสามิตเตรียมจัดเก็บภาษีรถยนต์โบราณที่นำเข้าจากต่างประเทศในอัตรา 45% โดยจะเริ่มบังคับใช้ในปีงบประมาณ 2569
  • มาตรการดังกล่าวคาดว่าจะสามารถสร้างรายได้เพิ่มเติมให้แก่รัฐได้ประมาณ 1-2 พันล้านบาทต่อปี
  • รถยนต์โบราณที่เสียภาษีนี้จะถูกจำกัดการใช้งานบนท้องถนนให้วิ่งได้เฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์เท่านั้น

นางสาวกุลยา ตันติเตมิท อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า กรมสรรพสามิตเตรียมจัดเก็บภาษีรถยนต์โบราณนำเข้าในปีงบประมาณ 2569 โดยกำหนดอัตราภาษีไว้ที่ 45% ซึ่งคาดการณ์ว่ามาตรการนี้จะช่วยเพิ่มการจัดเก็บรายได้ให้แก่กรมฯ ได้สูงถึง 1-2 พันล้านบาท ในปีงบประมาณ 2569 นอกจากนี้ การจัดเก็บภาษีดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางในการจัดแสดงรถยนต์โบราณในภูมิภาค และเพื่อเป็นการส่งเสริมอุตสาหกรรมบูรณะรถโบราณภายในประเทศอีกด้วย


"ภาษีรถยนต์โบราณนี้จะใช้เฉพาะกับรถยนต์โบราณที่นำเข้ามาจากต่างประเทศเท่านั้น โดยมีเงื่อนไขเบื้องต้นกำกับไว้ เช่น อายุของรถต้อง 30 ปีขึ้นไป ซึ่งในอนาคตอาจมีการพิจารณาประกาศเป็นรุ่นรถ และมีการกำหนดราคาอ้างอิงจากต่างประเทศเพิ่มเติม สำหรับรถยนต์โบราณที่นำเข้ามานั้น จะต้องมีการจดทะเบียนในรูปแบบพิเศษซึ่งจะแตกต่างจากทะเบียนรถที่ใช้วิ่งทั่วไปในปัจจุบัน" นางสาวกลุยา กล่าว

นอกจากนี้ ยังมีเงื่อนไขด้านการใช้งานที่ได้มีการหารือร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) แล้ว โดยรถยนต์โบราณเหล่านี้ จะสามารถวิ่งได้เฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์เท่านั้น ทั้งนี้ อาจมีข้อยกเว้นที่ต้องขออนุญาตจาก สตช. เป็นกรณีพิเศษ เช่น ในกรณีที่มีการจัด Event และต้องมีการนำรถยนต์โบราณไปจัดแสดง ก็จะต้องมีการขออนุญาตขับขี่เป็นการเฉพาะ ซึ่งรายละเอียดในส่วนนี้จะมีประกาศออกมาในภายหลัง

 

นางสาวกุลยา กล่าวย้ำว่า ภาษีดังกล่าว "ไม่รวมรถจักรยานยนต์โบราณ และจะไม่เกี่ยวข้องกับรถยนต์โบราณที่อยู่ในประเทศอยู่แล้ว" ส่วนกรณีของรถโบราณที่มีการสวมทะเบียนนั้น เป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการปราบปรามตามกฎหมาย 


สำหรับรายได้รวมของกรมสรรพสามิตในช่วง 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2568 (ตุลาคม 2567 ถึง สิงหาคม 2568) สามารถจัดเก็บได้อยู่ที่ 4.89 แสนล้านบาท ซึ่งเติบโตขึ้น 1.6% จากปีก่อน กรมฯ คาดการณ์ว่าปีงบประมาณนี้จะสามารถปิดยอดทะลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 5.35 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นการขยายตัว 2.17% โดยกรมสรรพสามิตได้ตั้งเป้าหมายการจัดเก็บรายได้สำหรับปีงบประมาณ 2569 ไว้ที่ 6.09 แสนล้านบาท

แรงหนุนที่สำคัญในการจัดเก็บรายได้มาจากการปรับโครงสร้างภาษีกลุ่มน้ำมันเบนซินและดีเซลเพิ่มขึ้น 1 บาทต่อลิตรโดยไม่กระทบต่อราคาขายปลีก ส่งผลให้การจัดเก็บรายได้จากน้ำมันเพิ่มขึ้นถึง 2.8 พันล้านบาทต่อเดือน นอกจากนี้ รายได้จากภาษีสถานบริการก็เติบโตขึ้นจากการดำเนินนโยบายลดภาษีจาก 10% เหลือ 5% เพื่อกระตุ้นภาคการท่องเที่ยว และได้มีการขยายเวลาลดภาษีไปจนถึงสิ้นปี 2568 โดยในช่วง 11 เดือนที่ผ่านมา จัดเก็บภาษีสถานบริการได้ 199.73 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ที่จัดเก็บได้ 138.77 ล้านบาท


นางสาวกุลยา ยอมรับว่า การจัดเก็บภาษีรถยนต์โดยรวมลดลง ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เช่น มาตรการ EV3 และ EV3.5 รวมถึงอุปสงค์ของผู้บริโภคที่ลดลงเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ชะลอตัวลง ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2565 ถึงสิงหาคม 2568 มียอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าสะสมแล้ว 2.33 แสนคัน โดยกรมฯ ได้จ่ายเงินชดเชยไปแล้ว 7.55 หมื่นคัน คิดเป็นวงเงิน 1.12 หมื่นล้านบาท ขณะที่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้ามียอดจดทะเบียนสะสม 7.16 หมื่นคัน นอกจากนี้ สินค้าทั่วไปที่มีความเกี่ยวโยงกับการจัดเก็บรายได้สูง เช่น สุรา เบียร์ และเครื่องดื่ม ก็ชะลอตัวลงตามอุปสงค์ที่ลดลงจากทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติและในประเทศ


กรมสรรพสามิตกำลังเร่งศึกษาการปรับโครงสร้างภาษีในหลายด้าน ได้แก่ 

 

1. ภาษีแบตเตอรี่ เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า โดยกำลังพิจารณาจัดเก็บภาษีสูงกว่าสำหรับแบตเตอรี่ที่ใช้ครั้งเดียวและไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เมื่อเทียบกับประเภทที่สามารถชาร์จซ้ำได้ การพิจารณาจะดูจากประสิทธิภาพ น้ำหนัก และความสามารถในการชาร์จ

 

2. ภาษีความหวาน ขณะนี้อยู่ในระยะที่ 4 โดยกำลังพิจารณารายละเอียดการใช้ส่วนผสมน้ำตาลที่เพิ่มขึ้น และผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน เป้าหมายหลักของภาษีนี้คือเพื่อสุขภาพของผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม คาดว่ากระบวนการพิจารณายังไม่สามารถสรุปได้ภายในปีนี้

 

3. ภาษีบุหรี่ ยังอยู่ระหว่างการศึกษาอย่างรอบคอบ เนื่องจากเป็นประเด็นที่อ่อนไหว โดยในปัจจุบัน ประเทศไทยยังจัดเก็บแบบ 2 อัตรา ซึ่งแตกต่างจากบางประเทศที่ใช้แบบอัตราเดียว (Single Tire) กรมฯ เน้นการเพิ่มประสิทธิภาพในการปราบปรามการลักลอบสินค้าหนีภาษีทุกรูปแบบ แทนการใช้กลไกภาษีมาแข่งขันกับสินค้าผิดกฎหมาย โดยเชื่อว่าบุหรี่เถื่อนไม่ได้เสียภาษีอยู่แล้ว จึงไม่ควรนำราคาภาษีมาทำให้เกิดการแข่งขัน

 

“มองว่า ไม่ควรใช้กลไกภาษีเข้ามาเพื่อให้มีการแข่งขันด้านราคากับบุหรี่เถื่อน เพราะต้องเข้าใจว่าบุหรี่เถื่อนไม่ได้เสียภาษีอยู่แล้ว ดังนั้นการใช้กลไกภาษีเข้ามาจัดการจึงไม่ได้การันตีว่าจะทำให้การจัดเก็บรายได้มากขึ้น แต่กรมฯ ใช้วิธีการเพิ่มประสิทธิภาพในการปราบปรามการลักลอบขนสินค้าหนีภาษีทุกชนิด ซึ่งมั่นใจว่าจะช่วยทำให้การลักลอบลดลงอย่างแน่นอน” นางสาวกุลยา กล่าว
 

ข่าวล่าสุด

กองทุนน้ำมันแจงขึ้น 6 บาท เพราะราคาตลาดโลกพุ่ง-สภาพคล่องติดลบ