posttoday

จับตาทิศทาง "MFC" อีก 5 ปีข้างหน้า จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร?

26 กุมภาพันธ์ 2568

ฉายภาพจุดเริ่มต้น-ปัจจุบัน-อนาคต MFC ในอีก 5 ปีจากนี้ ไม่ได้ทำแค่กองทุนรวมอย่างเดียว มุ่งหาบริการใหม่ๆ ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ารุ่นใหม่ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับนักลงทุน

บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) หรือ MFC เป็นบริษัทจัดการกองทุนแห่งแรกของประเทศจดทะเบียนประกอบธุรกิจ เมื่อวันที่ 14 มี.ค.2518 ภายใต้ชื่อเมื่อจดทะเบียนแรกเริ่มว่า “บริษัท กองทุนรวม จำกัด” โดยมีวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งให้เป็นสถานบันการเงินที่มีส่วนร่วมในการระดมเงินออมจากประชาชนทั่วไป เพื่อพัฒนาตลาดทุนของประเทศ 

โดยเป็นการร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยและบรรษัทการเงินระหว่างประเทศ (International Finance Corporation หรือ IFC) และได้รับอนุญาตจากกระทรวงการคลังให้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภท “กิจการจัดการลงทุน” เมื่อวันที่ 29 ธ.ค.2518

จากนั้นในปี 2536 บริษัทได้ดำเนินการขอจดทะเบียนเป็นบริษัทจดทะเบียนของตลาดหลักทรัพย์และได้รับความเห็นชอบการจดทะเบียนดังกล่าวเมื่อวันที่ 12 พ.ย.2536 และในปี 2544 บริษัทได้ดำเนินการเปลี่ยนชื่อบริษัทกับกระทรวงพาณิชย์ จากเดิม “บริษัทหลักทรัพย์กองทุนรวม จำกัด (มหาชน)” เป็นชื่อใหม่ “บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน)” เมื่อวันที่ 9 มี.ค.2544 

ทั้งนี้ เพื่อให้ชื่อของบริษัทสะท้อนถึงลักษณะการประกอบธุรกิจจัดการกองทุนที่ชัดเจน มีความโดดเด่น และเป็นที่จดจำได้ง่ายสำหรับลูกค้าและนักลงทุนทั่วไป 

นายณัฐกร อธิธนาวานิช กรรมการ ประธานคณะกรรมการบริหาร กรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทน กรรมการกำกับดูแลกิจการและความยั่งยืน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนเอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) หรือ MFC เปิดเผยว่า MFC ก่อตั้งมาตั้งแต่ 50 ปีก่อน วัตถุประสงค์ของ MFC ที่เกิดขึ้น เพื่อการพัฒนาตลาดทุน ซึ่งวันนี้ก็ยังคงทำหน้าที่นั้นอยู่ในความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไป เชื่อว่าธุรกิจบริหารจัดการกองทุนรวมเป็นธุรกิจที่คลาสสิก แม้ว่าการแข่งขันเพิ่มขึ้นตลอดเวลา

อย่างไรก็ตาม ความต้องการของลูกค้าภาคสถาบันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ต้องการผู้ที่เข้ามาช่วยบริหารที่มีความเชื่อถือและไว้ใจได้ ด้วยเพราะว่าเป็น Economy of Scale กว่าจะเลือกซื้อสิทนทรัพย์แต่ละอย่างต้องวิจัยมาดีมากพอ รวมทั้งยังต้องดูในเรื่องของความเสี่ยงและผลตอบแทนที่ลูกค้าจะได้รับด้วย

ดังนั้นธุรกิจนี้ยังคงมีอยู่ แต่ที่จะต้องเปลี่ยนไปคือไส้ในและความต้องการของลูกค้าที่เกิดขึ้นมาอีกกลุ่ม เพราะความแตกต่างของแต่ละวัยมีความต้องการลงทุนที่ต่างกัน วันนี้สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนคือในเรื่องของการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบดิจิทัลมากขึ้น ก็คล้ายๆ กับ Mobile Banking โอน ถอน จ่ายเงินผ่านมือถือ ไม่ต้องเข้าธนาคารเหมือนเมื่อก่อน สะท้อนให้เห็นว่าทางเลือกของการลงทุนในอนาคตจะมีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ

“เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเราต้องเปลี่ยนผ่านตรงนี้ให้เร็ว เพราะโอกาสเมื่อมาในสินทรัพย์ใหม่ๆ มากขึ้น หมายความว่าผลตอบแทนย่อมดีกว่าสินทรัพย์โดยทั่วไป ถ้าเราไม่เปิดโอกาสให้เร็วมากพอ ไปปิดท่อการลงทุน ทำให้ทางเลือกนักลงทุนก็น้อยลง” นายณัฐกร กล่าว

สำหรับทิศทางของ MFC ในอีก 5 ปีข้างหน้า จะมีการเปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างมาก ซึ่งในการทำแผนธุรกิจฉบับใหม่ของ MFC มีความชัดเจนว่าเราจะมองหาบริการใหม่ๆ ที่จะต้องมอบให้กับลูกค้าในยุคถัดไปมากขึ้น หรือสอดคล้องกับโจทย์ความต้องการมากขึ้น เพราะฉะนั้น MFC ก็ต้องปรับตัวเองด้วย ไม่ใช่จะทำแต่กองทุนรวมอย่างเดียวเสมอไป 

“ความต้องการของลูกค้ามีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ไม่ว่าจะมีความต้องการดิจิทัล หรือเมื่อลูกค้ารวยขึ้น ก็ต้องการคนที่มีดูแลการบริหารทรัพย์สินของเขาในอีกแบบหนึ่ง มองว่าผลิตภัณฑ์กองทุนรวมเป็นเครื่องมือ แต่ต่อไปจะทำหุ้นไทยเหมือนเดิม บอนด์อย่างเดียว ก็คงไม่ใช่ เพราะ Generation ของลูกค้าที่เปลี่ยนไป ความต้องการก็เปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน” นายณัฐกร กล่าว

อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยน คือ ไม่ว่าโลกจะเป็นอย่างไร การบริหารสินทรัพย์มีอยู่ทุกยุคทุกสมัย เพียงแต่บริการเปลี่ยนแปลงไป มีลูกค้าที่ส่งต่อรุ่นต่อรุ่น ดังนั้นจะต้องมีโซลูชั่นให้กับลูกค้า ส่วนลูกค้าสถาบันก็จะมีความต้องการอีกแบบหนึ่ง ทำให้บริการของ MFC จะต้องเปลี่ยนไปเรื่อยๆ 

เพราะฉะนั้นโดยภาพรวมของโครงสร้างธุรกิจของ MFC จะไม่ได้ทำแค่กองทุนรวมอย่างเดียว จะมีการทำอย่างอื่นมากขึ้น ตามความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไป เชื่อว่าเราทำแบบเดิมไม่ได้ สิ่งหนึ่งที่สำคัญ คือ การพัฒนาศักยภาพคนในองค์กร และเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้ามาร่วมงานมากขึ้น เพราะคนที่จะเข้าใจผลิตภัณฑ์มากที่สุด คือคนในรุ่นเดียวกัน  

ข่าวล่าสุด

กองทุนน้ำมันแจงขึ้น 6 บาท เพราะราคาตลาดโลกพุ่ง-สภาพคล่องติดลบ