
คลัง เตรียมออกมาตรการภาษี กระตุ้นการใช้จ่ายปลายปี67 ดันจีดีพีโต3%
“เผ่าภูมิ” รมช.คลัง ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 67 โตได้ 2.7% เล็งออกมาตรการภาษี และมาตรการกระตุ้นการบริโภค หนุนจีดีพีไทยโตมากกว่า 3%
นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวภายหลังปาฐกถาพิเศษในงาน Fitch on Thailand 2024 ว่า รัฐบาลมีความพยายามจะผลักดันให้เศรษฐกิจไทยในปี 2568 ขยายตัวได้มากกว่า 3% ส่วนหนึ่งเป็นเม็ดเงินจากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2567 ใส่เข้าไปในระบบเศรษฐศกิจ รวมทั้งการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกครั้งใหญ่ ทำให้มีผลต่อจีดีพีขยับขึ้น อีกราวกว่า 0.3% ทั้งนี้ คาดว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้ มีโอกาสขยายตัวได้ใกล้เคียง 2.7% เพิ่มขึ้นจากคาดการณ์เดิมที่ 2.6%
“ถ้าไม่รวมเงินจากโครงการฯ คาดว่าเศรษฐกิจก็จะโตได้ 2.6% แต่ถ้ารวมผลของเงิน 1 หมื่นบาทเข้าไป ก็จะโตเพิ่มได้อีก 0.3% กว่า ๆ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะมีผลเฉพาะแค่ปีนี้ มันจะลากยาวไปต้นปีหน้าด้วย " นายเผ่าภูมิ กล่าว
โดย ในช่วงปลายปีนี้ รัฐบาลได้เตรียมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไว้แล้ว โดยยืนยันว่า ไม่ใช่รูปแบบโครงการ "คนละครึ่ง" แต่จะเป็นรูปแบบของมาตรการภาษีและการกระตุ้นใช้จ่าย แต่จะเป็นรูปแบบใดให้รอดู เรามีไทม์ไลน์ชัดเจนแล้ว แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้
นายเผ่าภูมิ ได้ชี้แจงให้บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Rating Agency) ตลอดจนนักลงทุนต่าง ๆ ได้เห็นถึงศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทยในหลายด้าน ทั้งด้านการเงิน และด้านการคลัง ซึ่งเป็นจุดแข็งสำคัญของไทย ที่ Rating Agency จะนำไปใช้ประกอบการพิจารณาจัดอันดับประเทศไทย โดยดูจาก 3 ด้านหลักสำคัญ คือ
1. ไทยมีแนวโน้มที่จะมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในทิศทางบวก โดยมีแนวโน้มที่เศรษฐกิจจะโตสูงกว่าเป้าหมายที่คาดไว้เดิมที่ 2.7% เป็นผลจากการดำเนินมาตรการทางคลังและการเงินอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง รวมถึงผลจากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ซึ่งจะมีแรงส่งทางเศรษฐกิจต่อเนื่องไปถึงไตรมาส 2 ของปี 2568 และรัฐบาลได้เตรียมเครื่องมือทางการคลังและการเงินเข้ารักษาแรงส่งทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องในปี 2568
2. ไทยมุ่งรักษาความมั่นคงทางการคลัง หนี้สาธารณะต่อ GDP อยู่ในเกณฑ์ที่กลาง-ต่ำ อยู่ในเกณฑ์ที่รัฐบาลสามารถบริหารจัดการ ทั้งนี้ หากใช้นิยามหนี้สาธารณะตามมาตรฐาน IMF ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลแล้ว ประเทศไทยจะมีหนี้สาธารณะต่อ GDP เพียง 58.28% เท่านั้น ซึ่งอยู่ในเกณฑ์กลาง-ต่ำ หากเทียบกับประเทศคู่ค้า และดุลการคลังจะเข้าสู่ร้อยละ 3 ในช่วงปี 2570
3. ศักยภาพและการเติบโตของตลาดทุนอยู่ในเกณฑ์สูง กระโดดขึ้นจาก 12% ของ GDP ในช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง สู่ระดับ 94% ของ GDP รวมถึงความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน สภาพคล่อง ฐานนักลงทุน เป็นปัจจัยพื้นฐานที่ดีต่อการเติบโตของภาคเอกชนไทย
4. การบริโภคของประเทศมีสัญญาณบวก ตัวเลข Real VAT เติบโตอย่างต่อเนื่อง 7 เดือนแรกโตถึง 7.4% โดยรัฐบาลอยู่ระหว่างการรักษาแรงส่งทางเศรษฐกิจ ส่งผ่านการบริโภคไปสู่การลงทุนของภาคเอกชนในระยะต่อไป
5. คลังและธปท. ทำงานร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด เพื่อหาจุดสมดุลระหว่างการรักษาเสถียรภาพและศักยภาพของระบบเศรษฐกิจ โดยเร่งรักษาเสถียรภาพของค่าเงินที่ต้องไม่ผันผวนเกินไป ระดับของค่าเงินที่สอดคล้องกับประเทศคู่ค้า ระดับเงินเฟ้อที่อยู่ในกรอบเป้าหมาย ช่วงว่างเงินฝาก-เงินกู้ที่เอื้อต่อภาคเอกชน ปริมาณและความเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อที่ส่งเสริมการเจริญเติบโตของประเทศ







