posttoday
ดร.สมชาย ชี้ รัฐบาลเร่งคลอดงบฯปี 67 เร็วขึ้น หนุนความเชื่อมั่นเศรษฐกิจ

ดร.สมชาย ชี้ รัฐบาลเร่งคลอดงบฯปี 67 เร็วขึ้น หนุนความเชื่อมั่นเศรษฐกิจ

02 มีนาคม 2567

นักวิชาการ หนุนรัฐบาลเร่งงบฯปี 67 ทันใช้ก่อนสงกรานต์ ช่วยดันเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเร็วขึ้น-ดึงความเชื่อมั่นพุ่ง แนะทำควบคู่มาตรการกระตุ้นการลงทุน-ส่งออก-ท่องเที่ยว เชื่อดันเศรษฐกิจไทยปีนี้ ขยายตัวเป็นบวก

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง กล่าวว่า กรณีรัฐบาลปรับวันพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2567 ให้เร็วขึ้น โดยคาดว่า ประกาศใช้ได้ทันก่อนช่วงเทศกาลสงกรานต์นั้น มองว่า เป็นเรื่องที่ดี เพราะทำให้งบประมาณลงสู่ระบบเศรษฐกิจได้เร็วขึ้น เพราะเหตุผลส่วนหนึ่งที่ทำให้เศรษฐกิจของไทยในปี 2566 ขยายตัวแย่ คือ ทั้งปีขยายตัวได้เพียง 1.9% จากที่หลายฝ่ายประมาณการณ์ว่าน่าจะขยายตัวได้มากกว่า 2% ต่อปี ขณะที่ไตรมาสสุดท้ายขยายตัวได้เพียง 1.7% จะเห็นจีดีพีขยายตัวลดต่ำลงมาเรื่อยๆ ส่วนหนึ่งก็เป็นเรื่องของการใช้จ่าย และการลงทุนของภาครัฐ ขยายตัวติดลบทั้ง 2 กรณี สวนทางกับการคาดการณ์ของสภาพัฒน์ฯ ที่คาดว่า เศรษฐกิจจะขยายตัวเป็นบวก 

 

นอกจากนี้ การพิจารณางบประมาณเร็วขึ้น รัฐบาลมีความชัดเจนมากขึ้น จะยิ่งสร้างความเชื่อมั่นภาคเอกชนเพิ่มขึ้นไปอีก จากเดิมที่ภาคเอกชนมีความเชื่อมั่นอยู่แล้ว สังเกตได้จากในปีที่ผ่านมาการลงทุนภาคเอกชนเป็นบวก และการลงทุนโดยตรงต่างประเทศสูงสุดในรอบ 10 ปี และการยอดขอการส่งเสริมบีโอไอ ก็อยู่ในระดับสูง ดังนั้นดูจากการใช้จ่าย และการลงทุนภาคเอกชน ถือว่าความเชื่อมั่นเอกชนไม่เลว โดยเฉพาะการใช้จ่าย ทั้งปีอยู่ที่ 7% อยู่ในลักษณะฟื้นตัว 

 

“กรณีที่งบประมาณรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น 3.48 ล้านล้านบาทเพิ่มขึ้นจากงบประมาณปี 2566 ร้อยละ 9.3 ก็หมายความรัฐบาลสามารถใช้จ่ายงบฯประจำ และงบลงทุนได้เพิ่มขึ้น หากเร่งรัดเงินเข้าสู่ระบบเร็วขึ้น จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้เร็วขึ้นด้วย แม้เร็วขึ้นเพียง 2 สัปดาห์ก็ถือเป็นเรื่องที่ดี” รศ.ดร.สมชาย กล่าว

 

ขณะเดียวกัน รัฐบาลต้องเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณรัฐวิสาหกิจ ถ้าเร่งตัวนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้อีกระดับหนึ่ง เพราะส่วนนี้มีเม็ดเงินจำนวนมาก ร่วมทั้งต้องมีแนวปฎิบัติในการเตรียมการจัดซื้อจัดจ้าง การใช้จ่ายเงินงบประมาณ เพื่อให้หน่วยงานสามารถเบิกจ่ายงบฯได้ทันภายในปีงบประมาณ หรือเบิกจ่ายได้ทันที เมื่อมีประกาศบังคับใช้

 

นอกจากนี้ ภาครัฐสามารถต้องใช้งบฯที่มีอยู่โดยไม่ต้องผ่านงบประมาณ ดำเนินนโยบายกระตุ้นการใช้จ่าย การท่องเที่ยว และส่งออก เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชะลอตัว จากปีก่อนที่ส่งออกที่ติดลบ และการท่องเที่ยวไม่เป็นไปตามเป้า โดยปีนี้มองว่า การส่งออกน่าจะเป็นบวก ซึ่งรัฐบาลต้องทำการบ้านอย่างหนัก เช่น หาช่องทางขยายตลาดไปประเทศคู่ค้าเดิม อาทิ จีน และสหรัฐให้มากขึ้น หลังจากปีนี้มีเศรษฐกิจทั้งสองประเทศแนวโน้มดีขึ้น เช่นเดียวกับกลุ่มตะวันออกกลาง พร้อมกันนี้ขยายตลาดไปยังประเทศที่ไม่คุ้นเคย เช่น แอฟฟริกา ลาตินอเมริกา เอเชียตะวันตก และคาซัคสถาน เป็นต้น จะเป็นตัวช่วยผลักดดันการส่งอองไทยให้ขยายตัวเป็นบวกมากขึ้น รวมทั้งต้องเร่งออกมาตรการดึงดูดการลงทุนภาคเอกชน เช่น บีโอไอเร่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ส่งเสริมการลงทุนในเชิงรุก เร่งอนุมัติการขอรับการส่งเสิรมการลงทุนให้มากขึ้น 

 

ส่วนงบประมาณขยับเร็วขึ้น จะมีผลต่อการเดินหน้าโครงการเติมเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาทของรัฐบาลหรือไม่ มองว่าน่าไม่เกียวข้องกันมากนัก เพราะรัฐบาลยังคงเดินหน้าโครงการเงินดิจิทัล เนื่องจากมองว่า โครงการดังกล่าวมีความจำเป็นต่อเศรษฐกิจในขณะนี้ อย่างไรก็ตามส่วนตัวมองว่า สุดท้ายแล้วโครงการเงินดิจิทัลจะเกิดขึ้นหรือไม่ ก็มีผลเป็นเพียงตัวเสริมทางเศรษฐกิจเท่านั้น

 

สำหรับ กระแสการปรับครม. นั้น เป็นเรื่องไม่น่าแปลกใจ เพราะมองว่า หลังจากที่รัฐบาลทำงานมาหลายเดือนแล้ว ก็ต้อมมีประเมินว่ากระทรวงใดทำงานได้ดี หรือไม่ดี เมื่อมาถึงจุดหนึ่งก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนให้เกิดความเหมาะสม โดยเชื่อว่าไม่ได้ปรับครม.เพราะเหตุผลความขัดแย้งทางการเมือง 

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน