
แอสเซทพลัสส่งกองทุนระยะสั้นขายรับดอกเบี้ยขึ้น
บลจ.แอสเซทพลัส ชี้ดอกเบี้ยขึ้นฉุดผลตอบแทนกองทุนตราสารหนี้ระยะยาวหด แนะลงทุนไม่เกิน 6 เดือน พร้อมเปิดขายและรับซื้อคืนกองทุนรอบใหม่ 2 กอง ลงทุนสั้น 3 เดือน
บลจ.แอสเซทพลัส ชี้ดอกเบี้ยขึ้นฉุดผลตอบแทนกองทุนตราสารหนี้ระยะยาวหด แนะลงทุนไม่เกิน 6 เดือน พร้อมเปิดขายและรับซื้อคืนกองทุนรอบใหม่ 2 กอง ลงทุนสั้น 3 เดือน
นายวิน อุดมรัชตวนิชย์ รองกรรมการผู้จัดการ และหัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) แอสเซท พลัส เปิดเผยว่า จากการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% มาอยู่ที่ 2.25% ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นปรับตัวเพิ่มขึ้น สวนอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลชวงอายุคงเหลือมากกวา 4 ป ปรับตัวอยางผันผวน เนื่องจากนักลงทุนตางชาติเริ่มกลับเขามาลงทุนและซื้อขายทํากําไรในประเทศแถบเอเชียมากขึ้นหลังอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เริ่มปรับตัวลดลง
ขณะที่นักลงทุนในประเทศมีการขายตราสารเพื่อทำกำไร หลังจากที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายมีแนวโน้มปรับปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยมีแนวโน้มผันผวนในระดับสูง ซึ่งน่าจะส่งผลกระทบต่อกองทุนตราสารหนี้ระยะยาวบ้าง
"ในแง่ของการลงทุนจึงยังคงแนะนำให้ลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นไม่เกิน 6 เดือน เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ลงทุนได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนไปตามอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่อาจมีการปรับเพิ่มขึ้นในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ โดยคาดว่าปลายปีนี้อัตราดอกเบี้ยนโยบายน่าจะอยู่ที่ระดับ 2.75-3.00%"นายวิน กล่าว
นายวิน กล่าวว่า ในต้นสัปดาห์หน้าบริษัทฯ จะเปิดขายและรับซื้อคืนรอบใหม่ (Rollover) ตราสารหนี้ระยะสั้น 2 กองทุน โดยในวันที่ 25 ม.ค.54 บริษัทจะ Rollover กองทุนเปิดแอสเซทพลัสทวีเงินออม 1 (ASP-MMF1) ซึ่งเป็นกองทุนตราสารหนี้ในประเทศ อายุ 3 เดือน โดยรอบการลงทุนนี้ กองทุนจะพิจารณาลงทุนในตั๋วแลกเงินของสถาบันการเงินภาครัฐ และบริษัทเอกชนไทยชั้นนำ คาดว่าสามารถให้ผลตอบแทนหลังหักค่าใช้จ่ายได้อยู่ที่ 1.95% ต่อปี
นอกจากนี้ ในวันที่ 26 ม.ค.54 บริษัทจะ Rollover กองทุนเปิดพันธบัตรคุ้มครองเงินต้น 3M1 (GBF-3M1) ซึ่งเป็นกองทุนตราสารหนี้ไทย ที่เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนแบบคุ้มครองเงินลงทุนเริ่มต้น และไม่ชอบความเสี่ยงสูง โดยกองทุนจะพิจารณาลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลไทย 100% อายุ 3 เดือน คาดว่าสามารถให้ผลตอบแทนหลังหักค่าใช้จ่ายได้อยู่ที่ 1.80% ต่อปี







