
Global Compact ย้ำเอกชนเร่งทำ SDGs เพิ่ม 5 ด้านสร้างความยั่งยืน
UN Global Compact ชู Forward Faster กระตุ้นภาคเอกชนทุกฝ่ายเร่งดำเนินการตามเป้าหมาย SDGs ของสหประชาชาติเพิ่มเติมอีก 5 ประเด็น เพื่อสร้างเศรษฐกิจและสังคมที่ยั่งยืน
ดร.ธันยพร กริชติทายาวุธ ผู้อำนวยการสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย กล่าวในงาน SUSTAINABILITY FORUM 2024 จัดโดย กรุงเทพธุรกิจ ว่า UN Global Compact เกิดขึ้นในปี 2000 จากการเล็งเห็นว่าต้องพึ่งเอกชนในการสร้างการเปลี่ยนแปลง สร้างนวัตกรรมวัดผลในเชิงสังคม 17 เป้าหมาย เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) แต่พบว่า กว่า 85% ทำไม่ได้ตามเป้า แม้จะมีองค์กรธุรกิจมีความตั้งใจประกาศเจตนารมณ์กว่า 96% และ 79% มีสินค้า และบริการที่ตอบโจทย์ และเชื่อมโยงกับ SDGs ขณะเดียวกัน ราว 39% มองว่ายังทำไม่เต็มที่ เพราะบางครั้งแผน ยังไม่ออกมาเป็นสินค้า และบริการอย่างแท้จริง เป็นที่มาของ โครงการ Forward Faster เพื่อดึงภาคธุรกิจให้เร่งความคืบหน้า ต่อ 5 ประเด็นเป้าหมายที่ภาคเอกชนสามารถสร้างผลกระทบได้มากที่สุด
ทั้งนี้ ใน 2 ปีที่ผ่านมา UN Global Compact และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) มองว่า ต้องขยับจาก ESG มาโฟกัสให้ทุกประเทศร่วมกันจากเดิม SDGs 17 เป้าหมาย โดยเลือก Top 5 เป้าหมายคือ น้ำสะอาดและสุขาภิบาล , พลังงานสะอาดที่เข้าถึงได้ , โครงสร้างพื้นฐานนวัตกรรม และอุตสาหกรรม รวมถึงเป้าหมายเมืองและชุมชนที่ยั่งยืน
“ในประเทศไทย มีปัจจัยเร่งที่จะต้องมีการดำเนินงาน และแข่งขัน ในการพัฒนาเพราะเราเจ็บปวดจากหลายเรื่อง การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไม่ใช่แค่ PM2.5 แต่เป็นความแล้ง ความร้อน และมีแนวโน้มว่าผลผลิตทางการเกษตรลดลง 25% ในปีหน้า กลายเป็นต้นทุนที่เราต้องเสีย เรื่องของเทคโนโลยี การผันผวนเศรษฐกิจและการเมือง”
ดร.ธันยพร กล่าวในปีนี้ มีประเด็นเพิ่มเติมอีก 5 เรื่องที่สหประชาชาติ มองว่า ภาคธุรกิจสามารถทำไปพร้อมกัน และจะวัดผลไปด้วยกัน ภายใต้ Forward Faster เพื่อให้สามารถสร้างผลกระทบได้มากที่สุด ประกอบด้วย
1 ความเท่าเทียมทางเพศ (Gender Equality) มีหลายบริษัทที่เป็นองค์กรระดับโลก เพิ่มสัดส่วนผู้นำหญิงในองค์กร 20-40% ทำให้มีความเท่าเทียมทางการคิด และส่งผลต่อการทำธุรกิจ พบว่า แค่เปลี่ยนให้ผู้หญิงคิดผู้บริโภคหันกลับมาใช้บริการมากขึ้น เพราะหลายบ้านผู้หญิงเป็นคนตัดสินใจในการซื้อของ เกิดโอกาสในการทำธุรกิจได้มากขึ้น
2 การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Action) จากที่เคยตั้งเป้าว่าจะจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิ 1.5 องศา ขณะที่ในการประชุม COP28 มองว่า มีแนวโน้มจะไปถึง 2.6 องศา ดังนั้น เราคือเจเนอเรชั่นสุดท้าย ที่ทำให้โลกร้อนลดลง การที่จะลดอุณหภูมินั้นหากภาคธุรกิจสามารถลดการใช้พลังงานลง หรือไม่ใช้พลังงาน ไม่ผลิต เอาของที่เหลือมา Reuse Recycle ไม่ต้องผลิต ไม่ต้องใช้พลังงาน แต่ตอบโจทย์โลกใบนี้จะเป็นข้อได้เปรียบ
3 ค่าจ้างเพื่อการดำรงชีวิตที่เหมาะสม (Living Wage) ค่าจ้างแรงงาน ไม่ใช่ค่าจ้างขั้นต่ำ แต่เป็นค่าจ้างที่เหมาะสมของการดำเนินชีวิต เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพในครอบครัว โดยเฉพาะในสังคมสูงวัย หลายบริษัทมองว่า การได้รับค่าจ้างที่เหมาะสม และมาตรฐานที่ดี จะทำให้พนักงานทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และช่วยในการเติบโตของธุรกิจ
4 การเงิน และการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ SDGs การปรับกลยุทธ์ทางการเงินให้สอดคล้องกับ SDGs จะปลดล็อกความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในการสร้างรายได้ให้องค์กร ทั้งในแง่ของการดึงดูดนักลงทุน และเปิดโอกาสใหม่ในการลงทุน การปกป้องประสิทธิภาพทางการเงินของบริษัทในระยะยาว ลดความเสี่ยงเกี่ยวข้องกับปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแล รวมถึงป้องกันปัญหาด้านกฎหมาย และชื่อเสียงขององค์กรที่อาจเกิดขึ้น
5 การฟื้นคืนแหล่งน้ำ (Water Resilience) จากข้อมูลพบว่า น้ำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กำลังจะขาดแคลนภายใน 3 ปี ไม่เพียงกระทบการเกษตร แต่กระทบต่อการใช้ชีวิตของเราด้วย ที่ผ่านมาอาจจะไม่ได้คิดราคาค่าน้ำตามมูลค่าตามธรรมชาติ แต่ในออสเตรเลีย จีน และเวียดนาม ตอนนี้เอาน้ำไปอยู่ใน Bank Account เพราะเป็นความเสี่ยงของธุรกิจ โดยประเทศจีนมีหลายเขตที่ไม่มีน้ำเพียงพอ จึงสงวนพื้นที่ภูเขา ห้ามรุกล้ำ โดย UN ระบุว่า มีแค่ 100 แห่งของแหล่งน้ำทั่วโลก ที่มีคุณค่าต่อเศรษฐกิจและสังคม หนึ่งในนั้น คือ แม่น้ำโขง ในประเทศไทย
“หากมีเป้าหมายแบบนี้ ไม่ว่าจะมีผู้ประกอบการรายใหญ่ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ หรือ รายย่อย หากทำไปด้วยกัน เป้าหมาย Moving Forward จะง่ายขึ้น โครงการ Forward Faster เป็นการเร่งสปีด ให้พวกเราทำเรื่องเดียวกัน ร่วมมือร่วมใจ แม้ว่าจะเป็นคู่ค้า หรือ คู่แข่ง หากทำเรื่องเดียวกัน จะเห็นผลได้เร็วขึ้น”







