
นักวิชาการ หนุน รัฐถอยเกณฑ์แจกเงินดิจิทัล
รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ ชี้เป็นเรื่องดีที่รัฐไม่ดันทุรัง ยอมปรับลดเงื่อนไขแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 1 หมื่นบาท ทั้งหั่นวงเงินจาก 5.6 แสนล้าน เป็น 5.4 แสนล้าน มุ่งยึดฐานเงินเดือน-เงินฝาก ช่วยลดความเสี่ยงการคลัง สะท้อนชัดรัฐมีปัญหาด้านงบประมาณ
จากกรณี ล่าสุด อนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการเติมเงินดิจิทัล 10,000 บาทผ่านดิจิทัลวอลเล็ต ซึ่งมีนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธาน ได้ประกาศปรับเงื่อนไขแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ตใหม่ในหลายประเด็น โดยเสนอ 3 แนวทางแจกเงินให้กับคณะกรรมการชุดใหญ่ ที่มีนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมช.คลัง เป็นประธาน เพื่อพิจารณาเลือกแนวทางผู้ที่ได้รับสิทธิ์ รวมทั้งเงื่อนไขอื่นๆ ในสัปดาห์หน้า โดยอาจแจกเงินให้เฉพาะผู้ยากไร้ หรือผู้ที่มีรายได้ตามเงื่อนไขที่รัฐบาลกำหนด นั้น
รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง กล่าวว่า การปรับลดเงื่อนไขการแจกเงินในโครงการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาทของรัฐบาล สะท้อนได้ว่ารัฐบาลมีปัญหาเรื่องงบประมาณที่จะนำมาใช้ในการดำเนินโครงการ จึงจำเป็นต้องจำกัดกลุ่มผู้ได้รับสิทธิ์ในโครงการลดลง จากเดิมที่จะแจกให้คนที่มีอายุตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไป รวมทั้งยังได้ปรับวงเงินให้น้อยลงเหลือ 5.4 แสนล้านบาท จากเดิมตั้งไว้ 5.6 แสนล้านบาท ถือว่า รัฐบาลได้เปลี่ยนแปลงจากเป้าหมายเดิม ที่ต้องการเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างแรง คู่ขนานกับการให้สวัสดิการประชาชน
อย่างไรก็ตาม ตนเห็นด้วย ที่รัฐบาลจะมีการปรับลดเงื่อนไขลดลง ถ้าไม่เช่นนั้นจะกระทบต่อเสถียรภาพทางการคลัง และยังแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลมีความเป็นห่วงเสถียรภาพการคลัง และรับฟังความคิดเห็นจากหลายภาคส่วน แม้การทำนโยบายจะผิดไปจากเจตนารมณ์เดิมบ้าง อาจทำให้แรงกระตุ้นเศรษฐิจเบาลง แต่จะช่วยลดผลกระทบด้านการคลังให้ลดลงได้
“ถือเป็นเรื่องที่ดี อย่างน้อยรัฐบาลรับฟังเสียงสะท้อน ไม่ดันทุรังดันเดินหน้าตามกรอบเดิม แต่ไม่ว่าจะเป็นทางเลือกที่ 1 คือ ให้สิทธิ์เฉพาะผู้ยากไร้ โดยใช้ฐานข้อมูลจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ใช้งบประมาณราว 1.5 แสนล้านบาท ทางนี้จะกระทบน้อยหน่อย หรือทางเลือก 2 คือ ตัดกลุ่มผู้มีเงินเดือนเกิน 2.5 หมื่นบาท และ/หรือ มีบัญชีเงินฝากเกิน 1 แสนบาท ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีผลกระทบด้านการคลัง เพียงแต่ทำให้ผลกระทบด้านการคลังลดน้อยลง เพราะต้องใช้งบประมาณถึง 4.3 แสนล้านบาท ก็ถือว่าเป็นตัวเลขที่เยอะอยู่ดี ” รศ.ดร.สมชายกล่าว
ทั้งนี้ เห็นว่ารัฐบาลต้องไปชั่งน้ำหนักให้ดี ว่าจะพิจารณาใช้แนวทางใด ที่สามารถเดินหน้าโครงการต่อไปได้ โดยจะสร้างผลกระทบด้านการคลังให้น้อยที่สุด เพราะเชื่อว่า รัฐบาลจะไม่ยกเลิกโครงการ เนื่องจากเป็นนโยบายที่ให้ไว้กับประชาชน และภาคธุรกิจ
“รัฐบาลต้องไปชั่งน้ำหนักให้ดี อยากแนะนำอยากให้รัฐบาลเดินทางสายกลาง ชั่งน้ำหนักระหว่างเสียงเรียกร้อง หรือความต้องการของประชาชน กับเสถียรภาพทางการคลัง หมายถึง มีการให้ระดับหนึ่ง และมีการรักษาเสถียรภาพทางการคลังด้วย เพราะหากทำตามเสียงทุกคนคงจะลำบาก” รศ.ดร.สมชายกล่าว
สำหรับ 3 แนวทางการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ที่อนุกรรมการฯ เตรียมเสนอให้คณะกรรมการชุดใหญ่ พิจารณา คือ
1.ให้สิทธิ์เฉพาะผู้ยากไร้ ที่มีราว 15-16 ล้านคน โดยใช้ฐานข้อมูลจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ใช้งบประมาณราว 1.5 แสนล้านบาท
2.ตัดกลุ่มผู้มีเงินเดือนเกิน 2.5 หมื่นบาท และ/หรือ มีบัญชีเงินฝากเกิน 1 แสนบาทออก เหลือผู้ได้สิทธิ์ 43 ล้านคน ใช้งบประมาณราว 4.3 แสนล้านบาท
3.ตัดกลุ่มผู้มีเงินเดือนเกิน 5 หมื่นบาท และ/หรือ มีบัญชีเงินฝากเกิน 5 แสนบาทออก เหลือผู้ได้สิทธิ์ 49 ล้านคน ใช้งบประมาณราว 4.9 แสนล้านบาท







