
จี้ค้าปลีกไทยปรับรับเออีซี-ทุนจีนไหลเข้า
"รศ.ดร.สมภพ" จี้ค้าปลีกต้องปรับตัวรับการแข่งขัน เออีซี ทุนจีนไหลเข้าลงทุนในภูมิภาคอาเซียน
"รศ.ดร.สมภพ" จี้ค้าปลีกต้องปรับตัวรับการแข่งขัน เออีซี ทุนจีนไหลเข้าลงทุนในภูมิภาคอาเซียน
รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ กล่าวว่า จากการรวมกลุ่มของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือ เออีซี ในปี 2558 และการไหลออกของทุนจีนเพื่อเข้าไปลงทุนในภูมิภาคอาเซียน จะเป็นแรงกระเพื่อมใหญ่ที่เข้ามากระทบเศรษฐกิจไทย รวมถึงธุรกิจค้าปลีก เนื่องจากขณะนี้จีนเริ่มเข้ามาลงทุนธุรกิจค้าปลีกและเทรดดิ้งในประเทศไทยแล้ว และจะเห็นภาพชัดเจนภายใน 4-5 ปีจากนี้
ดังนั้น ธุรกิจไทยต้องเร่งปรับตัวจากภาคผลิตสู่ภาคบริการ และพัฒนาคุณภาพสินค้า ขณะที่ธุรกิจค้าปลีกเองก็ต้องปรับตัวรับการแข่งขันเช่นกัน ทำให้จะเห็นภาพของการแข่งขันข้ามเซ็กเม้นท์มากขึ้น
ด้านนายสุวิทย์ กิ่งแก้ว นายกสมาคมพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกทุนไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจค้าปลีก 1.4 ล้านล้านบาทจะเติบโตเกิน 5% จากปี 2553 เนื่องจากมีปัจจัยบวกจาก ราคาสินค้าเกษตรที่เพิ่มสูงในหลายประเภท ทั้งข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง อ้อย ข้าวโพด ปาล์มน้ำมัน ส่งผลให้รายได้เกษตรกรซึ่งมีสัดส่วนถึง 50% ของประเทศดีขึ้น
นอกจากนี้ยังมีปัจจัยที่ดีจาก การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ การปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการ ที่จะทำให้กำลังซื้อมากขึ้น การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในปลายปีนี้ ที่คาดว่าจะมีเงินสะพัดหลักหมื่นล้านบาท และดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น
ทั้งนี้ ศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้า จะมีการเติบโตเป็นตัวเลขสองหลัก สูงกว่าค้าปลีกประเภทอื่นๆ ที่เติบโตหลักเดียว เนื่องจากเมื่อกำลังซื้อของผู้บริโภคดีขึ้น ย่อมต้องการจับจ่ายสินค้าที่ดีขึ้น และเลือกไปจับจ่ายในศูนย์การค้ามากขึ้น ส่วนสินค้าที่มีแนวโน้มเติบโตสูงจากกำลังซื้อที่ดีขึ้น ได้แก่กลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพและความงาม รวมถึงอาหาร
ขณะที่ปัจจัยลบที่ต้องจับตามองในปีหน้าคือ ราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงราคาสินค้าที่จะเพิ่มขึ้นจากการที่ราคาวัตถุดิบเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อตามมา และกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้น ผู้ประกอบการต้องพิจารณาเรื่องการควบคุมต้นทุนเป็นสำคัญ







