
SVI น่าสนใจที่สุดในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์
....จิตรา อมรธรรม
แม้ว่าตลาดหุ้นต้นสัปดาห์จะเริ่มต้นด้วยการปรับลงอย่างต่อเนื่อง แต่ถือว่ายังอยู่ในกรอบแกว่ง 1,010
–1,050 จุด จึงถือว่ายังไม่มีสัญญาณที่เสียหาย และเชื่อว่าตลาดจะอยู่ในกรอบดังกล่าวต่อไปอีกระยะหนึ่ง จนกว่าการปรับสมดุลของสินทรัพย์ต่างๆ จะเริ่มเข้าที่ ในระหว่างที่ตลาดยังปรับพักฐาน นักลงทุนสามารถเลือกหุ้นปันผลงามๆ เข้าพอร์ตได้แบบใจเย็นๆ ซึ่งได้แก่ TMT, HANA, DELTA, AP, TICON, AIT, LPN เป็นต้น หรือเลือกหุ้น Value Stock ที่สามารถถือลงทุนยาวได้ แต่ราคาจะไม่หวือหวา เช่น CPALL, DCC, TUF, TVO เป็นต้นสำหรับครั้งนี้ดิฉันขอนำเสนอหุ้นที่น่าสนใจในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ตัวหนึ่ง แต่ขอเท้าความว่ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ในปีนี้ไม่ใช่กลุ่มที่น่าสนใจในมุมมองของ FSS เนื่องจากเรามองว่าเงินบาทแข็งค่าเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของกลุ่มส่งออก โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ แม้ว่าในความเป็นจริงแล้วบริษัทขนาดใหญ่จะมีการป้องกันความเสี่ยงเป็นอย่างดี และได้รับผลกระทบน้อยกว่าบริษัทเล็กๆ มาก แต่ข้อเท็จจริงก็คือ ไม่ว่าบริษัทใดก็ต้องอาศัยการให้ขายมากขึ้น ต้องขยันและเหนื่อยกว่ายุคเงินบาทอ่อนค่า
แต่ถ้าจะต้องให้เลือกหุ้นหนึ่งตัวในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ดิฉันคิดว่า SVI น่าสนใจที่สุด ด้วยการเติบโตของกำไรในปีนี้ที่คาดว่าจะทำได้ 14% ซึ่งไม่ธรรมดาในยุคเงินบาทแข็ง ขณะที่ DELTA และ KCE ที่เคยแนะนำเป็นหุ้นเด่นในปีก่อนจะดูด้อยลงถนัดตา เพราะคาดว่ากำไรของทั้งสองบริษัทแทบไม่โต เหตุเพราะไม่มีการขยายกำลังการผลิต สำหรับ DELTA นั้นการแข่งขันรุนแรงขึ้นในสินค้า Solar Inverter ซึ่งเป็นพระเอกในปีที่แล้ว ขณะที่ KCE ยังมีปัญหาเรื่องการผลิตที่ยังต้องจัดการ นอกจากนี้เมื่อพิจารณาจากราคาหุ้นในปีที่ผ่านมา ราคาหุ้น DELTA ปรับขึ้นมาแล้ว 88% สะท้อนกำไรที่คาดว่าจะก้าวกระโดด 103% แต่กำไรปีนี้คาดว่าโตเพียง 2% ขณะที่ราคาหุ้น KCE ปีที่แล้วปรับขึ้น 85% และคาดว่ากำไรจะโต 255% ส่วนปีนี้คาดว่ากำไรโตเพียง 6%
กำไรของ SVI ในปีนี้ที่คาดว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้น 14% สูงที่สุดในกลุ่ม (คาดว่ากำไรของ CCET จะเติบโต 10% KCE 6% HANA 3% และ DELTA 2%) เป็นผลมาจาก 2 ส่วน คือ 1.การขยายกำลังการผลิต โดยก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ SVI3 ซึ่งจะตั้งอยู่ใกล้กับโรงงาน SVI2 ที่บางกะดี จ.ปทุมธานี โดย SVI3 มีกำลังการผลิตประมาณ 500 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 เฟส โดยปัจจุบันเริ่มดำเนินการผลิตเฟสแรกแล้วตั้งแต่เดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา และจะรับรู้กำลังการผลิตเต็มปีในปี 2554 โดยมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น 25% เงินลงทุนจะมาจากกระแสเงินสดในกิจการส่วนหนึ่ง และอาศัยเงินกู้อีกส่วนหนึ่ง นอกจากนี้บริษัทมีแผนซื้อโรงงานแห่งใหม่ (ชื่อ SVI5) ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับโรงงานแห่งที่ 2 และ 3 เพื่อทดแทนโรงงาน SVI1 (แจ้งวัฒนะ) ที่มีแผนว่าจะขายออกไป โดยมีวัตถุประสงค์ให้โรงงานทั้งหมดตั้งอยู่ใกล้กัน เพื่อประหยัดต้นทุนในการขนส่ง และค่าใช้จ่ายต่างๆ และ 2.ปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบ (Integrated Circuit ประเภทที่ใช้กับ Industrial Products) ที่เป็นปัญหาหลักในปีก่อน จนทำให้บริษัทไม่สามารถส่งมอบสินค้าได้ทันกับความต้องการของลูกค้า โดยในปี 2553 ที่ผ่านมามีคำสั่งซื้อสินค้าเข้ามาสูงถึงไตรมาสละ 80 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่บริษัทผลิตได้เพียง 50
–55 ล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น แต่ในปีนี้ปัญหาดังกล่าวเริ่มดีขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 3 ของปีก่อน และเชื่อว่าจะหมดไปในปีนี้ เพราะผู้ผลิต IC ต่างก็ขยายกำลังการผลิต ขณะที่ SVI เองได้จัดตั้งสำนักงานจัดซื้อในไต้หวันในไตรมาส 4 ที่ผ่านมา เพิ่มจากเดิมที่มีสำนักงานจัดซื้อตั้งอยู่ในเดนมาร์ก จีน และไทยอยู่แล้ว ทั้งนี้ SVI จะได้รับประโยชน์อีกต่อหนึ่งตรงที่ราคาวัตถุดิบในไต้หวันถูกกว่าราคาในประเทศ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเห็นผลชัดเจนราวไตรมาส 2 ของปีนี้เป็นต้นไปสำหรับประเด็นเงินบาทแข็งค่านั้น SVI ได้รับผลกระทบน้อยกว่าบริษัทอื่นในกลุ่ม เนื่องจากมีรายได้ส่วนใหญ่เป็นสกุล USD 87% ของรายได้รวม ส่วนที่เหลืออีก 12% เป็นสกุล EURO แต่มี Natural Hedge จากการมีต้นทุนวัตถุดิบเป็น USD ราว 70% ของต้นทุนทั้งหมด กรณีไม่อาศัยเครื่องมือทางการเงินป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนทุกๆ 1 บาทที่แข็งค่า กำไรของบริษัทจะลดลงประมาณ 3% น้อยสุดเป็นอันดับ 2 รองจาก CCET
นักวิเคราะห์ของ FSS ประเมินราคาพื้นฐาน 4.20 บาท และคาดผลตอบแทนจากเงินปันผล 67% ต่อปี ครึ่งปีแรกจ่ายไปแล้ว 0.095 บาทต่อหุ้น จึงเหลืออีกประมาณ 0.10 บาทต่อหุ้น ราคาหุ้นวานนี้ปรับขึ้นมาแรง หาจังหวะอ่อนตัวแล้วเข้าลงทุน ขอให้โชคดีค่ะ







