posttoday
ปลัดดีอีเอส ชงรัฐบาลใหม่ หนุนเช่าซื้อดิจิทัล-ตั้งคลาวด์ในประเทศ

ปลัดดีอีเอส ชงรัฐบาลใหม่ หนุนเช่าซื้อดิจิทัล-ตั้งคลาวด์ในประเทศ

10 กรกฎาคม 2566

ปลัดดีอีเอส กางแผนรัฐบาลดิจิทัล ครึ่งปีหลัง ชงรัฐบาลใหม่ตั้งอนุกรรมการผุดกฎหมายลูกเอื้อเช่าซื้อดิจิทัล พร้อมเสนอนโยบายตั้งคลาวด์ในประเทศ เปิดกว้างร่วมลงทุนกับเอกชน

นายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวถึงแผนในการขับเคลื่อนนโยบายดิจิทัลครึ่งปีหลัง ว่า ภายใน 3-4 เดือนนี้ จะเสนอรัฐบาลใหม่ในการตั้งอนุกรรมการในคณะกรรมการสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล เพื่อขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัล ให้เป็นรัฐบาลดิจิทัลทั้งระบบหน้าบ้านและหลังบ้าน 

เนื่องจากที่ผ่านมาพระราชบัญญัติจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ยังไม่สามารถเปิดช่องให้ราชการสามารถเช่าซื้อพัสดุดิจิทัลแทนการจัดซื้อจัดจ้างแบบเดิมได้มากนัก ดังนั้นจึงต้องให้อนุกรรมการชุดนี้เข้ามาออกกฎหมายรองเกี่ยวกับระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างผลิตภัณฑ์และครุภัณฑ์เทคโนโลยีของภาครัฐ เพื่อให้การเช่าซื้อของหน่วยงานราชการสามารถทำได้สะดวกขึ้น

นอกจากนี้ ยังเตรียมเสนอรัฐบาลใหม่ในการขับเคลื่อนนโยบายการส่งเสริมให้มีการสร้างคลาวด์ในประเทศไทยเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการออกนโยบายส่งเสริม การจับมือร่วมลงทุนกับเอกชน เนื่องจากคลาวด์เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ และจำเป็นต้องมีการจัดเก็บในประเทศ การสร้างคลาวด์หลายพื้นที่ในประเทศไทย และมีผู้ให้บริการที่หลากหลายจะช่วยให้ค่าบริการถูกลง

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าที่ผ่านมารัฐบาลมีคลาวด์ภาครัฐให้บริการอยู่ แต่ก็ไม่สามารถขยายพื้นที่ได้ตามความต้องการ เนื่องจากติดปัญหางบประมาณ และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็มอบหมายให้กระทรวงดีอีเอส รับนโยบายเกี่ยวกับการเก็บข้อมูลวิดีโอ ตามพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2566 ที่กำหนดให้เจ้าพนักงานจับกุมต้องบันทึกภาพอย่างต่อเนื่องขณะจับกุมจนกระทั่งส่งตัวให้พนักงานสอบสวน ทำให้ต้องใช้พื้นที่ในการเก็บข้อมูลจำนวนมาก 

นายวิศิษฏ์ กล่าวว่า ในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ดีอีเอส ได้ดำเนินการในภารกิจหลายด้านรวมถึงการส่งเสริมการสนับสนุนประชาชนได้เข้าสู่โครงการพัฒนาระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลภาครัฐ หรือ Digital Identification (Digital ID) ภายใต้โครงการ ThaiD ของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย มีประชาชนลงทะเบียนแล้ว 5 ล้านราย 

ในส่วนของการลดปัญหาการหลอกลวงผ่านออนไลน์ เมื่อมีการบังคับใช้ พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 ทำให้ธนาคารมีอำนาจในการดำเนินการอายัดบัญชี และตรวจสอบบัญชีม้าในระบบระหว่างธนาคารได้ โดยธนาคารแห่งประเทศไทยและสมาคมธนาคารไทย ได้พัฒนาระบบ Central Fraud Registry ขึ้น ทำให้แต่ละธนาคารสามารถตรวจสอบความผิดปกติของมิจฉาชีพ บัญชีม้า และระงับได้ก่อนการเกิดเหตุ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 1-2 เดือน เมื่อพัฒนาเสร็จเรียบร้อยคาดว่าจะช่วยลดปัญหาการถูกหลอกโอนเงิน บัญชีม้าได้อีกจำนวนมาก

หลังจากที่กฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้วันที่ 17 มี.ค. 2566 นั้น ส่งผลให้การแจ้งความคดีออนไลน์จากประมาณ 800 รายการต่อวัน ลดลงเหลือประมาณ 600 รายการต่อวัน และสามารถอายัดเงินที่ถูกหลอกลวงได้เพิ่มขึ้น 3 เท่า คิดเป็น 20%
 

นอกจากนี้ ดีอีเอส ยังได้ประสานไปยังเจ้าของแพลตฟอร์ม โซเชียล มีเดีย ทุกรายเพื่อขอให้ปิดเพจปลอม ที่มีการแอบอ้างหลอกลงทุน ผ่านการโปรโมทในเพจ ซึ่งกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) มีการสร้างระบบในการตรวจจับและส่งให้ดีอีเอสแจ้งไปยังเจ้าของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียให้ปิดภายใน 1 วัน 

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน