
ศาลปกครองเพิกถอน กทม. ขึ้นค่าโดยสารสายสีเขียว ชี้ต้องปฎิบัติตาม มติ ครม.
ศาลปกครองกลางสั่งเพิกถอนประกาศ กทม. เรื่องค่าโดยสารโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ชี้แม้มีอำนาจกำหนดค่าโดยสาร แต่ต้องปฏิบัติตามมติ ครม. ที่ให้ร่วมมือกับกระทรวงคมนาคม กำหนดอัตราที่เหมาะสมเป็นธรรม ส่วนเรื่องภาระหนี้สินเป็นหน้าที่รัฐและ กทม. ต้องร่วมแก้ไข
ศาลปกครอง ถนนเเจ้งวัฒนะ ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาเพิกถอนประกาศกรุงเทพมหานครลงวันที่ 15 ม.ค. 64 เรื่องการกำหนดค่าโดยสารโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวโดยให้มีผลย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่ออกประกาศดังกล่าว
คดีนี้สืบเนื่องจากนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ส.ส.พรรคภูมิใจไทยและพวกรวม 6 คนยื่นฟ้องกรุงเทพมหานคร(กทม.)และผู้ว่าฯกทม.เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1 และ 2 ขอให้ศาล มีคำพิพากษาเพิกถอนหรือยกเลิกประกาศเรื่องการกำหนดค่าโดยสารโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวลงวันที่ 15 ม.ค. 64 และให้สั่งระงับการดำเนินการใดๆตามประกาศฯคือการปรับขึ้นค่าโดยสารไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำสั่งหรือคำพิพากษาถึงที่สุด
ทั้งนี้ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาโดยให้เหตุผลว่า แม้รัฐธรรมนูญจะบัญญัติรับรองให้ กทม.ซึ่งเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่นมีความเป็นอิสระแต่การใช้อำนาจบริหารราชการและการจัดทำบริการสาธารณะของกทม.โดยผู้ว่าฯกทม.ก็ยังต้องเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาลตามหลักการกระจายอำนาจทางปกครองของรัฐ
ดังนั้น แม้การจัดเก็บค่าโดยสารโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ซึ่งแม้จะอยู่ในความรับผิดชอบของ กทม. และเป็นอำนาจของผู้ว่าฯ กทม. ที่สามารถกระทำได้ก็ตาม ปรากฏการดำเนินโครงการดังกล่าวมิได้จำกัดอยู่เฉพาะพื้นที่ กทม.เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงพื้นที่เขตปริมณฑลและเป็นโครงการที่รัฐบาลกำหนดไว้ในแผนแม่บทระบบขนส่งมวลชนทางรางในกทม.และปริมณฑล
นอกจากนี้ ยังมีโครงการระบบขนส่งมวลชนโดยรถไฟฟ้าสายอื่น ๆ อันเป็นบริการสาธารณะที่รัฐจัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์บรรเทาปัญหาการจราจรและเพิ่มทางเลือกในการเดินทางที่มีประสิทธิภาพให้กับประชาชนลดปริมาณการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญให้การจราจรติดขัด
ดังนั้น เพื่อให้การจัดทำบริการสาธารณะด้านขนส่งมวลชนของรัฐเกิดการบูรณาการทางด้านการเดินรถให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง อำนวยความสะดวกให้กับประชาชนผู้ใช้บริการในการเดินทาง การกำหนดอัตราค่าโดยสารที่เหมาะสมเป็นธรรมของโครงการรถไฟฟ้าสายต่าง ๆ การจัดเก็บค่าโดยสารโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวของ กทม. จึงต้องพิจารณาโดยภาพรวมให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลทั้งนี้เพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนผู้ใช้บริการ
ทั้งนี้ กทม. จึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามมติครม.วันที่ 26 พ.ย 61 คือต้องบูรณาการร่วมกับกระทรวงคมนาคมในการกำหนดอัตราค่าโดยสารที่เหมาะสมเป็นธรรม ไม่ก่อให้เกิดภาระต่อประชาชนผู้ใช้บริการมากเกินไป ทั้งต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลตามความเห็นกระทรวงการคลัง
รวมทั้ง พิจารณากำหนดค่าโดยสารให้เหมาะสมสอดคล้องกับค่าครองชีพของผู้ใช้บริการด้วย เมื่อข้อเท็จจริงในสำนวนคดีไม่ปรากฏว่าก่อนการดำเนินการออกประกาศ เพื่อกำหนดอัตราค่าโดยสารโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว กทม. โดยผู้ว่าฯ กทม. ดำเนินการร่วมกับกระทรวงการคลังในการพิจารณากำหนดอัตราค่าโดยสารตามที่ครม.มอบหมายกรณีจึงเป็นการกระทำ โดยไม่ถูกต้องตามขั้นตอนหรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้ อันเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ส่วนที่ กทม. อ้างว่าปฏิบัติตามมติครม.วันที่ 26พ.ย.61 แล้ว เห็นว่าข้อเท็จจริงตามคำให้การของกทม.และผู้ว่าฯ กทม. เป็นกรณีการตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลและติดตามผลการดำเนินงาน ที่มีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นประธานคณะกรรมการ เพื่อทำการศึกษาบูรณาการเกี่ยวกับการรับโอนและบริหารจัดการโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว โดยไม่ปรากฏว่า กทม. ได้ร่วมกับกระทรวงคมนาคมพิจารณากำหนดอัตราค่าโดยสารตามที่ครม.มอบหมายแต่อย่างใดข้ออ้างดังกล่าวจึงฟังไม่ขึ้น
โดยระหว่างการพิจารณาคดี กทม.ได้ออกประกาศลงวันที่ 8 ก.พ. 64 ให้เลื่อนการจัดเก็บค่าโดยสารโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวออกไปก่อน และปัจจุบันยังไม่มีการจัดเก็บค่า โดยสารตามประกาศพิพาทก็ตาม แต่กรณีก็ย่อมจะเห็นได้ว่าประกาศกรุงเทพมหานครฉบับลงวันที่ 8 ก.พ. 64 ดังกล่าว ไม่ได้มีผลเป็นการยกเลิกหรือเพิกถอนประกาศที่พิพาท ซึ่งเป็นเหตุแห่งความเดือดร้อนหรือเสียหายอันเป็นเหตุแห่งคดีพิพาทจึงยังไม่หมดสิ้นไปการแก้ไขหรือบรรเทาความเดือดร้อนเสียหายจึงต้องมีคำบังคับของศาล
ส่วนที่ กทม. อ้างว่าการบริหารจัดการโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวนั้น กทม. มีภาระหนี้สินจำนวนมากที่ค้างจ่ายกับเอกชน อีกทั้งไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณจากรัฐบาล หากไม่ได้รับการแก้ไขย่อมส่งผลกระทบต่อการจัดบริการสาธารณะด้านขนส่งมวลชนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวต้องหยุดชะงัก จึงจำเป็นต้องออกประกาศผิดพลาดเพื่อเรียกเก็บค่าโดยสารจากผู้ใช้บริการนั้นเห็นว่า
แม้ กทม. จะมีอำนาจตามกฎหมายในการเรียกเก็บค่าบริการสำหรับการให้บริการระบบขนส่งมวลชนสาธารณะในส่วนของที่กทม.รับผิดชอบได้ แต่เมื่อครม.มีมติมอบหมายให้ กทม. ต้องบูรณาการร่วมกับกระทรวงคมนาคม เพื่อกำหนดอัตราค่าโดยสารที่เหมาะสมเป็นธรรม ไม่ก่อให้เกิดภาระต่อประชาชนผู้ใช้บริการเกินสมควรเร่งรัดและพิจารณาการใช้ระบบตั๋วร่วมให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล
ดังนั้น การดำเนินโครงการรถไฟสีเขียวเฉพาะในส่วนนี้จึงต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี ภาระหนี้สินจำนวนมากที่อ้างนั้นอาจเกิดจากหลายปัจจัยที่เกี่ยวเนื่องหรือเชื่อมโยงกัน เช่น การบริหารสัญญาสัมปทานโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนหลัก การเจรจาต่ออายุสัมปทาน การแบ่งปันผลประโยชน์ระหว่างรัฐกับเอกชนผู้รับสัมปทาน การจัดทำร่างสัญญาสัมปทานฉบับแก้ไข
ต่างเป็นเรื่องที่รัฐบาลและกทม.ต้องพิจารณาแก้ไขร่วมกันต่อไป โดยปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมาย ว่าด้วยการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อประโยชน์สูงสุดของรัฐและประชาชนโดยคำนึงถึงหลักความได้สัดส่วนระหว่างประโยชน์สาธารณะหรือประโยชน์ส่วนรวมที่จะได้รับกับภาระหรือผลกระทบที่จะเกิดกับเอกชนประกอบกันด้วย







