
“เอกชน” ขานรับกม. เปิดทางให้ 2 คนจดทะเบียนตั้งบ.ได้ หนุนเกิดสตาร์ทอัพเพิ่ม
"นายกส.ค้าส่งค้าปลีกไทย" ชี้ กม.ใหม่ เปิดทางให้บุคคล 2 คน จดทะเบียนตั้งบริษัทได้ เอื้อเปิดกิจการขนาดเล็ก หรือ หนุนเกิดสตาร์ทอัพเพิ่มขึ้น แนะรัฐต้องมีมตรการส่งเสริม และดูแลในช่วงแรก พร้อมมีมาตรการทางภาษีสนับสนุน เช่นเดียวรายใหญ่
นายสมชาย พรรัตนเจริญ นายกสมาคมค้าส่งค้าปลีกไทย กล่าวถึงกรณี ที่รัฐบาลปรับปรุงกฎหมายใหม่ โดยเปิดทางบุคคล 2 คนจดทะเบียนตั้งบริษัทจำกัดได้ จากเดิมต้องใช้ 3 คน โดยมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 7 ก.พ. 66 เป็นต้นไป ว่า ถือเป็นเรื่องที่ดีสำหรับบุคคลทั่วไป เพราะทำให้ครอบครัวเล็กๆ สามารถเปิดกิจการขนาดเล็ก หรือ ช่วยให้เกิดสตาร์ทอัพง่ายขึ้น นอกจากนี้ ช่วยให้มีการตั้งบริษัทให้ถูกต้องมากขึ้น
แต่อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการผลักดันให้ธุรกิจขนาดเล็กเข้าสู่ระบบมากขึ้น รัฐบาลควรมีมาตรการส่งเสริม เพื่อจูงใจให้คนกลุ่มนี้ให้มาจดทะเบียนในรูบแบบบริษัท เช่น ช่วงระยะ 3-5 ปีแรก ที่เปิดบริษัท รัฐบาลส่งเจ้าหน้าที่ทางภาษี มาช่วยเหลือให้คำแนะนำให้ความรู้ในการจัดทำบัญชีอย่างถูกต้อง เพราะธุรกิจใหม่ยังขาดความเข้าใจในเรื่องนี้อยู่มาก หรือ มีมาตรการยกเว้นเรื่องภาษีให้กับรายใหม่ที่เข้ามา เพื่อช่วยให้เขามีต้นทุนทางธุรกิจที่ดีขึ้น และยังลดปัญหาการถูกปรับภาษีภายหลัง ซึ่งการเข้ามาทำธุรกิจในรูปแบบบริษัททำให้สามารถหักค่าใช้จ่ายต่างๆ เหมือนกับที่รัฐบาทมีมาตรการส่งเสริมให้กับธุรกิจรายใหญ่
“ภาครัฐควรมีมาตรการส่งเสริม มีมาตรการชักจูงให้เขาเข้าสู่ระบบมากขึ้น ทุกวันนี้ร้านโชห่วย หรือธุรกิจเล็กๆ จ่ายเงินภาษีให้กับภาครัฐอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย หรือ 100% อยู่แล้ว แต่ไม่ได้สามารถหักค่าใช้จ่ายอะไรได้เลย แต่เมื่อเข้าสู่ระบบ สามารถลดหย่อนหรือหักภาษีได้ก็ช่วยให้ธุรกิจเขาแข็งแรงมากขึ้น ทุกวันนี้ธุรกิจตัวเล็กตัวน้อยเสียเปรียบรายใหญ่อยู่มาก”
ส่วนมาตรการช่วยเหลือด้วยการให้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำให้กับธุรกิจขนาดเล็ก ส่วนตัวไม่สนับสนุนเพราะจะทำให้เป็นหนี้ เนื่องจากมองว่า ทุกวันนี้คนไทยเป็นหนี้เงินกู้จากอัตราดอกเบี้ยต่ำ จากนโยบายภาครัฐจำนวนมากอยู่แล้ว จึงต้องการเพียงให้รัฐบาลหาแนวทางสนับสนุนให้ธุรกิจขนาดเล็กเติบโตอย่างยืน อยู่ได้ด้วยตัวเองจะดีกว่า
สำหรับ การปรับปรุงกฎหมายใหม่ของรัฐบาล โดยเปิดทางบุคคล 2 คนจดทะเบียนตั้งบริษัทจำกัดได้ จากเดิมต้องใช้ 3 คน เพื่อลดขั้นตอน อุปสรรค เพื่ออำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจและทยอยมีผลบังคับใช้อย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่23) พ.ศ. 2565 ซึ่งมีสาระสำคัญในการแก้ไขกฎหมายว่าด้วยหุ้นส่วนบริษัทได้เริ่มมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 7 ก.พ. 66 เป็นต้นมา โดยผลของกฎหมายจะเอื้อให้เกิดการก่อตั้งธุรกิจง่ายขึ้น มีความคล่องตัว ลดค่าใช้จ่ายและต้นทุนในการดำเนินงาน สนับสนุนให้ภาคธุรกิจเป็นกลไกสำคัญสนับสนุนต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว







